คาราวานบุฟเฟ่ต์ ใบหยกสกาย (Caravan Buffet) ที่ Stella Palace ชั้น79
ทีมงาน
iLoveToGo.com ได้รับคำเชิญให้ไปรีวิวอาหารจากทาง
โรงแรมใบหยกสกาย (หรือที่มีชื่อเล่นว่า ใบหยก 2) ณ
ห้องอาหารสเตลล่า พาเลซ (Stella Palace) ค่ะ ก็รู้สึกดีใจที่จะได้ไปกิน ไม่ใช่!! ^_^'' ที่จะได้ไปเก็บข้อมูลเรื่องราวความอร่อยของอาหารในรูปแบบบุฟเฟ่ต์มาให้เพื่อนๆ ได้ลิ้มลองกันค่ะ
จากที่ผ่านๆ มาทั้งประสบการณ์ของตัวเอง และจากคนส่วนใหญ่ที่เรารู้จัก จะไม่ทราบว่า โรงแรมใบหยกสกาย มีห้องอาหารอยู่หลายห้อง หลายชั้น ไม่ว่าจะเป็น ห้องบางกอกสกาย ชั้น 76,78 (ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไปใช้บริการที่นี่) ห้องคริสตัล กริลล์ ชั้น 82 และ ห้องสเตลล่า พาเลซ ชั้น 79 ซึ่งแต่ละห้องก็จะเป็นสไตล์อาหารต่างๆ แตกต่างกันออกไป
ซึ่งภาพของใบหยก คนส่วนใหญ่ก็จะมองว่าอาหารเฉยๆ ไม่ประทับใจ มากินบรรยากาศอย่างเดียวฯลฯ... แต่วันนี้พวกเราจะพาเพื่อนๆ มาลบภาพนั้นกัน มาชิม ลิ้มลองห้องอาหารที่ชั้น 79 ที่ห้องสเตลล่า พาเลซ ค่ะ
ก่อนจะลงไปทานอาหารเย็นแสนอร่อย เราสามารถขึ้นไปชมวิวแบบพาโนรามา 360 องศาได้ที่ชั้น 84 ของโรงแรมใบหยกสกายค่ะ
คลิกเลย
ทาง PR ของห้องอาหาร คุณอ้อม (ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม) แนะนำให้มาที่ห้องอาหารนี้ เพราะว่าที่นี่จะมีกอง
คาราวานบุฟเฟ่ต์ ตั้งขบวนคอยนำอาหารมาเสิร์ฟให้เราถึงโต๊ะเลยล่ะ
คาราวานบุฟเฟ่ต์ที่ว่านี้ เป็นการนำเสนออาหารบุฟเฟ่ต์รูปแบบใหม่ อย่างที่บอกว่า ใบหยก 2 มีห้องอาหารอยู่หลายชั้น การที่ลูกค้าอยากลองชิมอาหารจากทุกห้องอาหารของใบหยก คงเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก คาราวานบุฟเฟ่ต์ สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้คือ ลูกค้าไม่ต้องไปชิมทุกห้องอาหาร อยู่ที่นี่ที่เดียว เดี๋ยวใบหยกจัดการให้ นำอาหารจากทุกห้องอาหารมารวมกันในขบวนคาราวานนี้แล้วกัน ง่ายดี ^o^
ในตอนแรก ทีมงานวาดภาพกันไว้คือ คาราวานบุฟเฟ่ต์คงจะเป็นขบวนเล็กๆ สั้นๆ แค่นำเสนอไอเดียแปลกใหม่เท่านั้น แต่พอมาได้เห็นก็ค่อนข้างตกใจนิดหน่อยว่า นี่เยอะขนาดนี้เลยหรอ มีทั้งหมด 15 คันรถค่ะ หมายถึงว่า เราต้องกินทั้งหมดนี้หรอ ^^'' (เสียงในใจบอกว่า เราควรจะชิมทุกอย่างเพื่อที่จะได้มาเล่าได้ ไม่ตกหล่น)
ไม่รอช้า มาดู Appertizer กันก่อนค่ะ คาราวานบุฟเฟ่ต์นี้ จะมี Appertizer 2 สไตล์ 2 คันรถ คือ สไตล์อาหารฟิวชั่น และสไตล์ไทยค่ะ จะเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยทั้งคัน มีทั้ง
ฟองเต้าหู้ทอดกรอบ ปอเปี๊ยะฮ่องกง ขนมปังหน้ากุ้ง หูหมูแก้ว โบโลน่าหมู-ไก่ ปอเปี๊ยะสด ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน แซลมอนฟู ก๋วยเตี๋ยวบก
ที่ชอบเป็นพิเศษคือฟองเต้าหูทอดกรอบ และ
แซลมอนฟู ที่คล้ายกับปลาดุกฟู แต่ด้วยความที่เป็นแซลมอนจะพิเศษกว่าตรงที่มีความมันมากกว่า รสชาติน้ำยำที่เข้ากันได้ดีมากค่ะ อีกอย่างที่ชอบคือ ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน จุดเด่นอยู่ที่น้ำจิ้มที่แซ่บมากค่ะ
คันถัดมาจะเป็นสลัดค่ะ สลัดแบบไทยๆ หรือจะขอเรียกแบบสำนึกรักบ้านเกิดคือ ส้มตำค่ะ ที่คันนี้จะมี
ส้มตำ ยำเนื้อ-หมูย่าง ลาบไก่ ยำเซี่ยงไฮ้ ที่ชอบคือ เค้าจะตำส้มตำให้เราสดๆ เลย สามารถเลือกได้ว่า อยากได้ส้มตำอะไร รสอะไร เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ก็เลยสั่งส้มตำแบบครีเอทีฟหน่อยคือ
ส้มตำทะเล ที่จะใส่กุ้ง ปลาหมึก ลงไปค่ะ และเลือกรสที่ชอบ ก็เลยทำให้ส้มตำหมดจานเลยค่ะ ^^’’ (ลืมเผื่อท้องสำหรับคันที่ 11)
คันต่อจากส้มตำก็จะเป็นสลัดจริงๆ แล้วค่ะ จะมี
สลัดเนื้อสัน สลัดหมู สไตล์ใบหยกคือ จะเป็นสไตล์ลูกครึ่งจีน-ยุโรป เมนูนี้เป็น New Arrival เลยทีเดียว ความเด็ดคือ เนื้อหมูนุ่ม ไม่เหนียวทานง่าย รสชาติกลมกล่อมลงตัว และนอกจากสลัดเนื้อสันแล้ว ก็ยังมี
ซีซ่าร์สลัดอีกด้วยค่ะ เค้าคลุกเคล้าน้ำสลัดและชีสอย่างพอดี ไม่เลี่ยนเกินไป แอบติดใจเล็กๆ กับซีซ่าร์สลัดซะแล้วล่ะค่ะ ^^/
เบรกกองทัพบุฟเฟ่ต์กันด้วยซุปร้อนๆ ไม่ว่าจะเป็น
ซุปหูฉลาม ซุปเยื่อไผ่ใส่เห็ดหอม แต่ขาดสุดยอดของซุปที่ได้ทานมาคือ
ซุปล็อบสเตอร์บริจด์ ไม่มีภาพค่ะ ไม่ได้ถ่ายรูปมา สารภาพในความผิดค่ะ อาหารเยอะแยะมากมายหลายขนานที่คุณอ้อม PR นำมามอมพวกเรา อิอิ (ล้อเล่นค่ะ ^^)
กลับมาที่ซุปล็อบสเตอร์กันต่อ ซุปถ้วยนี้ชอบตรงที่กลิ่นหอม รสชาตินุ่มนวล กลมกล่อม ถ้าเพื่อนๆ ได้มีโอกาสไปลอง อย่าลืมสั่งนะคะ
มาถึงตรงนี้ ทางคุณอ้อมก็ย้ำกับเราอีกครั้งว่า อยากให้ติ-ชมตามจริง เพราะจะนำไปพัฒนาต่อ ไม่อยากให้ชื่อเสียงแบบเก่ากลับมาค่ะ ทางโรงแรมใบหยกสกาย มีนโยบายการ QC ห้องอาหารโดยการ Random Check คือจะเข้าตรวจงานโดยไม่บอกให้พ่อครัว PR พนักงานเสิร์ฟ ทราบก่อนล่วงหน้า โดยที่ผู้บริหารจะแนะนำให้เพื่อนๆ ไปทานอาหารแบบเงียบ ทำตัวเป็นลูกค้าทั่วไป คนไหนเป็นเพื่อนผู้บริหารพนักงานจะไม่ทราบเลยค่ะ
ขณะเดียวกันนี้ พวกเราก็เริ่มละ ..... แต่ไม่ได้ค่ะ มาต่อกันเลยดีกว่า
ติ่มซำ มาถึงตรงนี้ก็จำไม่ได้แล้วว่า คันที่เท่าไรแล้ว งั้นเราก็ทานกันแบบไม่ต้องสนใจดีมั้ยคะว่า คันที่เท่าไรแล้ว ติ่มซำก็จะมี ซาลาเปาไส้ต่างๆ ขนมจีบใส่ต่างๆ ฮะเก๋า ที่ประทับใจสุดๆ คือขนมจีบกุ้ง ที่กุ้งเป็นตัวๆ ไม่ได้ผสมกับอะไรทั้งสิ้น กุ้งเป็นกุ้งค่ะ สำหรับอย่างอื่น เช่นฮะเก๋า น่าจะเละไปติ๊ดนึง อันนี้ก็ได้แจ้งทางคุณอ้อมไปแล้วว่า ติ่มซำ คงต้องปรับนิดนึงค่ะ
มาแล้วคันที่รอคอย สำหรับ Japanese Food Lover อย่างพวกเรา คันนี้จะเป็น
ซูชิ-ซาซิมิ สุดโปรดค่ะ ปลาดิบสดจริงๆ ก็จะมีซูชิ หน้าต่างๆ ปลาดิบ และปลาหมึก
ขอแอบชมปลาแซลมอนว่า หอม มัน สด อร่อยจริงๆ ค่ะ
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบวาซาบิ รู้สึกได้ว่าที่นี่ใช้วาซาบิอย่างดี กลิ่นหอม สดใหม่ ใส่ไม่มาก ก็ได้กลิ่นวาซาบิเต็มๆ ค่ะ ต้องขอบคุณเชฟ มาซารุ โทโยดะ ที่นำของดีแบบนี้มาให้พวกเราได้ลิ้มลองกันค่ะ
ต่อมา อาหารจีนกันบ้างค่ะ
เป็ดปักกิ่ง หมูหัน พลาดไม่ได้ เป็น Signature Dish ของเชฟวิชัย สุขขี ผู้ที่อยู่ในวงการอาหารจีนมามากว่า 20 ปีเลยทีเดียวค่ะ สำหรับเป็ดปักกิ่ง ชอบตรงที่หนังเป็ด ออกเกรียมนิดๆ กรอบๆ มีกลิ่นหอมรมควัน ตัวแป้งเหนียวนุ่ม รสชาติของน้ำจิ้มไม่หวานเกินไป พูดถึงแล้วก็อยากจะไปทานอีกซักครั้ง
สังเกตว่า หนังจะกรอบๆ เกรียมๆ
เค้าจะจัดมาให้เราเป็นคำๆ เลยค่ะ ดีจัง มีหน้าที่ทานอย่างเดียว ^^/
ความพิเศษคือหมูหัน เป็นหนังหมูติดเนื้อ ทำให้ได้รสชาติที่ครบถ้วนลงตัว หนังกรอบอร่อย ทานพร้อมกับแป้งหมั่นโถ เข้ากันได้ดีค่ะ
สานต่ออารมณ์อาหารจีนกันมาเลยค่ะ คันถัดมา กระเพาะปลาผัดแห้ง สำหรับเมนูที่เหลือในรูปนี้ ยอมรับว่าน่าจะไม่ได้ทานค่ะ อย่างที่บอกอาหารเยอะมากๆ งั้นจะขอนำเมนูที่อยู่ใน Factsheet ขอทางโรงแรมมาแนะนำแล้วกันนะคะ
เค้าบอกว่า คันที่ 8 เนี้ย จะเป็นเมนู ไก่กิเลนเนื้อนุ่ม รสชาติหอมหวานละมุน และเนื้อเป็ดผัดโหงวก๊วย และผักสีสหายราดมันปู และกระเพาะปลาผัดแห้งค่ะ

ต่อมาค่ะ อาหารทะเลกันแล้ว ชอบใจมาก คันที่ 9 นี้นะคะ จะมีกุ้งแม่น้ำนึ่งกระเทียม ปูม้าอบ และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบสมุนไพร ชอบที่สุดน่าจะเป็นกุ้ง และน้ำจิ้มพริกตำรสแซ่บค่ะ

ปูม้า เค้าจะบีบมาให้เราแล้วค่ะ เราก็มาแกะต่อง่ายๆ

ทีมงานของเราทานกุ้งเข้าไปเยอะอยู่ เหมือนกันค่ะ

ปูตัวใหญ่่ทีเดียวค่ะ

คันนี้ เค้าบอกว่าเป็นอาหารสำหรับผู้ที่ชอบอาหารอยู่ท้อง จะเป็นบะหมี่ฮกเกี้ยน ปลาทอด 3 รส ข้าวผัดซีฟู๊ด ข้าวอบสเตลล่า

นี่คือหน้าตาของข้าวอบสเตลล่าค่ะ เชฟคิดสูตรเองโดยเฉพาะ จะอร่อยแค่ไหน ต้องมาลองเองค่า ^^/

ถัดมาจะเป็นเมนูแบบผัดๆ ค่ะ เค้าจะมีเครื่องต่างๆ เตรียมไว้ แล้วแต่เราจะสั่งว่าอยากทานอะไร ที่สั่งมาจะเป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาร่า กับ สปาเก็ตตี้ผัดขี้เมาค่ะ เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายสปาเก็ตตี้ผัดขี้เมามา เพราะอร่อยมาก รสชาติได้ใจ หอมเครื่องต่างๆ ที่เค้าผัด รสชาติจัดจ้าน เค็ม เผ็ด มีกลิ่นพริก ขอใช้คำว่า ถึงเครื่องแล้วกันค่ะ

ภาพนี้คือสปาเก็ตตี้คาโบนาร่า สำหรับผู้ชื่อชอบสไตล์อิตาเลี่ยนห้ามพลาดนะคะ เค้าผัดมาสดใหม่ หอม อร่อยนุ่มนวลค่ะ

ถึงตอนนี้ อิ่มมากๆ แล้วแต่เพื่อหน้าที่ และความรับผิดชอบ เราต้องทานต่อค่ะ ^^’’
มาที่ Main Course กันต่อเลย ทางห้องอาหารก็จัดเตรียมมาให้อย่างละ 1 เมนูเพื่อให้พวกเราได้ชิมกันค่ะ ทุกเมนูของ Main Course เค้าจะตกแต่งจานมาอย่างสวยงาม ดูน่าทานมากค่ะ (ขนาดอิ่มขนาดนี้แล้ว) รับประกันความอร่อยกันด้วยเชฟชาวฝรั่งเศส จูเลี่ยน เมอเร่ย์
มาเริ่มที่ สเต็กซี่โครงหมู ชอบเมนูนี้ตรงที่รสชาติกลมกล่อม ลงตัว มีกลิ่นหอมๆ ไม่เลี่ยนเลยค่ะ

สเต็กเนื้อสันใน เป็นสเต็กเนื้อนุ่ม ไม่เหนียวทานง่าย

สเต็กเนื้อสันนอก สำหรับคนที่ชอบเนื้อเหนียวนุ่มขึ้นมาอีกซักนิด น่าจะชอบสเต็กสันนอกจานนี้ค่ะ

สเต็กปลาดอรี่ ถ้าใครที่ไม่ชอบ Main Course แบบหนักๆ ก็มีปลาด้วยค่ะ ปลาชิ้นบาง เนื้อนุ่ม รสชาตินุ่มนวล น้ำราดครีมซอสไม่มันเลี่ยน ชอบตรงที่ปลาย่างมาแบบเกรียมนิดๆ ค่ะ

สเต็กปลาแซลมอน ปลาแซลมอนนี่ของโปรดเลยล่ะ น้ำราดเป็นแบบเดียวกันกับปลาดอรี่ค่ะ เนื้อปลาแซลมอน แน่นๆ นุ่มๆ มันนิดๆ ติดใจค่ะ

สเต็กซี่โครงแกะ หอมกลิ่นย่าง ปกติเวลาทานเนื้อแกะ ถ้าบางร้านทำไม่ดี จะมีกลิ่นเหม็นค่ะ แต่ของที่นี่ไม่เหม็น เนื้อเหนียวกำลังดี เป็นอีกเมนูที่แนะนำค่ะ

ก่อนจะปิดท้ายกันด้วยขบวนของหวานและผลไม้ ขอสอดแทรกเมนูแนะนำกันซักเล็กน้อยนะคะ
ซีฟู๊ดรวม เมนูนี้มาจากห้องอาหารบางกอกสกาย ชั้น 76 และ 78 ค่ะ จุดเด่นคือความสดของอาหารทะเลค่ะ และน้ำจิ้มพริกตำรสเริ่ดๆ

สเต็กเนื้อสันใน มาจากห้องอาหารคริสตัล กริลล์ ชั้น 82 เนื้อนุ่ม ทานง่าย หอมรมควัน อร่อยลงตัวค่ะ

ซี่โครงแกะอบเครื่องเทศ มาจากห้องอาหารคริสตัล กริลล์ ชั้น 82 อย่างที่บอกค่ะ เค้าย่างสุกได้ที่ อย่างอร่อยเลยล่ะ

ซุปหูฉลาม มาจากห้องอาหารสเตลล่าพาเลซ ชั้น 79 นี่เองค่ะ หูเป็นหูค่ะ ไม่ใช่วิญญาณหูแน่นอน ที่ชอบมากคือมีเนื้อปูอยู่เยอะด้วย

ในระหว่างที่เราทานกันไปเรื่อยๆ ทางคุณอ้อมก็ทยอยนำอาหารมาให้เราทานตลอดค่ะ Feed กันตลอด อาจจะเห็นว่า สไตล์อาหารอาจทำให้เลี่ยนได้ ก็เลยสั่งเมนูซุปรสแซ่บมาเบรกให้ นั่นคือ ต้มยำกุ้งค่ะ ความพิเศษ ของต้มยำกุ้งที่นี่คือ เป็นต้มยำที่ชนะการประกวดการแข่งขัน Thailand Kitchen of The World Culinary Classic…. Battle of Chefs ในงาน THAIFEX & HALFEX พอได้ลองชิมก็รู้เลยค่ะว่า ทำไมถึงชนะ รสชาติแซ่บ จัดจ้าน ถึงเครื่องทีเดียวค่ะ ขอบอกเลยว่า ห้ามพลาดนะคะ

มาปิดท้ายกันที่ขบวนของหวานดีกว่าค่ะ เค้าก็จะมีเค้กหลายแบบไอศครีมหลายรส ขนมไทย ขนมจีน (ไม่ใช่ขนมจีนน้ำยานะคะ ^^’’ ) และผลไม้ต่างๆ ถึงตรงนี้พวกเราก็เต็มที่แล้วค่ะ ก็เลยชิมกันได้ไม่กี่อย่าง
ที่เห็นนี่คือ เค้กชนิดต่างๆ จะมีพวก Chocolate Dipped, Fruit Mousse Cake และก็อีกหลายชนิดค่ะ

ขนมแบบไทยๆ ก็มีได้แอบเล็งๆ แดงๆ นี่ไว้แล้ว ><

ขนมแบบจีนๆ ก็มี ขออนุญาตซูมแปะก๊วยค่ะ เม็ดใหญ่น่าทานมากๆ

และก็มีไอศครีมด้วยค่ะ เป็นแบบ Home Made มีหลายรสชาติ ทั้งสตรอเบอร์รี่, ทุเรียน ข้าวกล้องงอก และอื่นๆ

สีสันน่าทาน

เริ่มที่เด็ดสุดแล้วกันนะคะ สาคูแคนตาลูป ต้องยอมรับว่า ของที่นี่เด็ดๆ จริงๆ ค่ะ จุดเด่นอยู่ตรงที่กะทิเป็นเกร็ดหิมะเลย กลิ่นหอมได้ที่ ลงตัวมากๆ ไม่หวานเกิดเหตุ ชอบมากค่ะ รู้สึกว่า ตั้งแต่ทานสาคูแคนตาลูปมาจะชอบของที่นี่ที่สุดค่ะ

แตงโมเกร็ดหิมะ จะเป็นน้ำแตงโมปั่นกับน้ำแข็งจนป่นนุ่ม และก็ใส่เนื้อแตงโมเป็น scoop เล็กๆ รู้สึกชื่นใจค่ะ ชอบ เหมือนว่าจะแก้เลี่ยนได้ดีมากๆ

เต้าทึงเย็น ชอบตรงแป๊ะก๊วยเม็ดเป้งๆ รสชาติโดยรวม ไม่หวานเกินไปค่ะ ชอบอีกแล้ว ^^

สำหรับเค้ก ติดใจจะเป็น Dark Chocolate Cake ขมนิดๆ หวานกำลังดี

มูสเหล่านี้ไม่ได้ทานค่ะ เอาภาพสวยๆ ให้ดูแทนแล้วกันค่ะ

จบขบวนคาราวาน บุฟเฟ่ต์สุดฮิปแล้วค่ะ
โดยรวมแล้ว ขอบบอกว่า อร่อยมากๆ รู้สึกประทับใจ จากประสบการณ์ที่ผ่านว่าใบหยกอาหารไม่อร่อยมันเปลี่ยนไปแล้วค่ะ อยากให้เพื่อนๆ ผู้ชื่นชอบบุฟเฟ่ต์ได้มาลองดู ราคาก็ไม่แพง คนละ 850 และถ้าทานอาหารหมดทุกจาน ไม่เหลือทิ้งขว้าง เค้าคืนเงินให้ทันที 200 บาท ก็เท่ากับว่าจ่าย 650 บาท รวม Tax และ Service Charge แล้ว (ราคานี้ไม่รวมเครื่องดื่มค่ะ) ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความอร่อย ชนิดของอาหาร และบรรยากาศค่ะ
***ชมวิวแบบพาโนรามา 360 องศาได้ที่ชั้น 84 ของโรงแรมใบหยกสกายค่ะ คลิกเลย
ข้อมูลโรงแรม
ที่ตั้ง : ถนนราชปรารภ กรุงเทพมหานคร
โทร. : 0-2251-8800-1, 0-2251-8255
เว็บไซต์ : baiyokesky.baiyokehotel.com
พิกัด : 13.754653,100.540706
ดู ใบหยก 2 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า