เมืองไทเป (Taipei City)
หลังจากที่พวกเราใช้ชีวิตอยู่ในไทเปมา 4 วัน ก็ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆหนุกๆ และได้ชิมอะไรอร่อยๆเยอะแยะ ^^ วันนี้ก็เลยอยากจะพาแฟนๆ ILoveToGo ไปเดินเที่ยวเมืองไทเปด้วยกันค่ะ
ไทเป หรือที่เรียกในสำเนียงจีนว่า ไถเป่ย เป็นเมืองหลวงของไต้หวัน แถมยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเกาะไต้หวันอีกด้วยหล่ะ ถ้าดูจากแผนที่แล้วไทเปจะอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ

(ขอบคุณภาพจาก
http://www.wordtravels.com/Travelguide/Countries/Taiwan/Map )
เพราะเป็นเมืองหลวง ไทเปเลยเป็นศูนย์กลางทางการเมือง การปกครองและเศรษฐกิจสำคัญของไต้หวัน เรียกว่า ความเจริญทุกอย่างก็มารวมกันอยู่ที่นี่แหละ คล้ายๆกะกรุงเทพฯบ้านเราเลยนิ ^^
ออกจากที่พักตอนเช้า ก็ไปหาอะไรกินกันก่อนดีกว่านะ แถวๆ Hostel ที่เราไปพัก พอเลี้ยวไปตรงหัวมุมถนนนิดนึงก็จะเจอของกินแระ
กลิ่นหอมฉุยๆเลย มันคือซาลาเปาน่ะเอง เค้าจะนึ่งร้อนๆเลย ขายพร้อมกับน้ำเต้าหู้ เท่าที่เห็นคนเข้ามากินก็เป็นพวกพนักงานบริษัท หรือนักเรียนมานั่งทานในร้านเป็นอาหารเช้าของเค้า
ร้านที่มากินนี่เค้าจะขายอยู่ไม่กี่ไส้ มีไส้ผัก และก็ไส้หมูสับ ปกติเคยกินซาลาเปาเซเว่นบ้านเรา แป้งจะออกสีขาวๆฟูๆ แต่ซาลาเปาที่นี่แป้งเค้าจะออกสีขุ่นๆกว่า จะนิ่มและเหนียวมากกว่า แป้งบางแบบก็ผสมงาดำด้วย ไส้จะไม่ได้มีรสชาติเข้มข้นอย่างบ้านเรา จะออกแนวจืดๆสักหน่อย แต่จะหอมกลิ่นหมูสับและกลิ่นผัก
ส่วนน้ำเต้าหู้ก็เป็นน้ำเต้าหู้แท้ๆ แต่รสชาติจะจืดกว่าบ้านเรามากกกก ทุกอย่างที่กินที่นี่จะร้อนจี๋หมด ต้องค่อยๆกินไม่งั้นก็มีสิทธิ์โดนลวกลิ้นได้นะ -_-"
อิ่มแล้ว ไปกันต่อดีกว่า ที่ๆทีม ILove ไปพัก จะอยู่ใกล้กะสถานี Yongchun เราจะตั้งต้นจากที่สถานีนี้ แล้วไปลงสถานีถัดไปที่ชื่อ Taipei City Hall ค่ะ ถ้าดูจากแผนที่จะเป็นเส้นสีน้ำเงิน (
คลิกเพื่อดูแผนที่ MRT ได้ที่นี่ค่ะ)
การเดินทางในไทเปของเรา จะใช้ MRT และรถบัสซะเป็นส่วนใหญ่ เราก็เลยซื้อสิ่งที่เรียกว่า EasyCard เอาไว้สำหรับติ๊ดจ่ายตังค์ จะได้ไม่ต้องหาเหรียญจ่ายตังค์ทอนตังค์ให้วุ่นวาย ซึ่ง EasyCard ใบเดียวอันนี้ ใช้ได้ทั้ง MRT,รถบัส,รถแท็กซี่ หรือ ใช้ซื้อสินค้าตามร้านที่มีสัญลักษณ์ของ Easy Card (ที่เป็นรูปลูกศรสีๆ ที่อยู่มุมบนขวาของบัตรอะ)
(คลิกที่นี่เพื่อดูว่าใช้บริการอะไรได้บ้างค่ะ)
เจ้าบัตร EasyCard อันนี้เป็นบัตรเติมเงินค่ะ หาซื้อได้ที่สถานี MRTทั่วไป จ่าย 500 NT จะมีเงินในบัตรอยู่ 400 NT และเป็นค่ามัดจำบัตรอยู่ 100 NT พอเราไปคืนบัตร เราก็จะได้เงินมัดจำคืนด้วย เวลาเราจะใช้ขึ้นรถ MRT เราก็เอาไปติ๊ดที่ทางเข้าแบบนี้
พอเราเข้ามาในสถานี MRT แล้วเราก็ต้องมายืนต่อแถวเพื่อรอรถใต้ดินแบบนี้ สังเกตว่าเค้าจะตีเส้นไว้ให้เข้าแถวเลย แต่เส้นเค้าจะหักโค้งเล็กๆ แถวมันจะได้ไม่ยาวเกิน
นอกจากนี้ใน MRT ก็มีห้องน้ำไว้บริการด้วยนะ ป้ายเม็นและวู้เม่น ใหญ่เท่าตัวคนเรยยย รับรองเข้าไม่ผิดแน่นอน ^^
ข้างในตัวรถ ก็เหมือน MRT บ้านเราแหละ เพียงแต่เสียงคนที่เค้าคุยกันในนั้นมันเปลี่ยนจากภาคไทย เป็นภาคจีนแค่นั้นเอ๊งงงง คนไต้หวันเค้าจะใช้ภาษาจีนฮกเกี้ยนเป็นภาษาท้องถิ่น และจะใช้ภาษาจีนกลาง(แมนดาริน) ในการติดต่อธุรกิจ พอเวลาเราอยู่ใน MRT เค้าก็จะประกาศชื่อสถานีเป็นหลายๆสำเนียงเลยค่ะ (ภาพนี้แอบยิงพี่เก้าขณะหลับ อิอิ)
ตรงทางออกของสถานี ก็จะมีจุดที่สำหรับปั๊มตราประทับด้วยนะ ใครที่ได้ไปอย่าลืมเอาสมุดไม่มีเส้นไปด้วย จะได้เอาไว้ปั๊มเก็บไว้เป็นที่ระลึก
ยี๊ฮ่า..
โผล่ออกมาแล้ววว ที่นี่คือสถานี Taipei City Hall อยู่ในเขตซินยี่ (Xinyi) เรียกว่าเป็นย่านธุรกิจ และย่าน Shopping ของไทเปเลยละค่ะ
ที่ย่านนี้จะมีที่ท่องเที่ยวเด่นๆ อย่างตึกไทเป101 และห้างใหญ่ๆอย่าง Taipei World Trade Center อยู่ด้วย
ตึกที่อยู่แถวนี้สวยๆและดูโมเดิร์นทั้งนั้นเลย ถนนก็สะอาดมั่กๆ คนที่เดินแถวๆนี้ก็แต่งตัวดูเป็นพนักงาน Office กันซะส่วนใหญ่
ออกจาก MRT มาได้หน่อยนึงก็จะเจอฝูงจักรยานจอดเรียงกันเป็นตับ อันนี้เรียกว่า U-Bike เป็นจักรยานให้เช่าขี่เล่นได้ด้วย ถ้าใครมีบัตร EasyCard ก็เอาไปติ๊ดที่ตรงแท่นล็อคจักรยานได้เลย
เดินมาตามถนนเรื่อยๆ ก็สังเกตเห็นคนในไทเปส่วนใหญ่จะขี่สกู๊ตเตอร์กันเยอะแฮะ เหตุผลก็เพราะที่จอดรถหายากและที่จอดรถก็คิดตังค์แพงมาก เลยทำให้เรามีโอกาสได้เห็นชายในชุดสูทเนี้ยบๆ แต่ดันขี่สกู๊ตเตอร์ (โทรมๆ) แบบนี้แหละ อิอิ
เวลาเค้าจอดสกู๊ตเตอร์ก็จอดเรียงกันตัวกันเป็นแนวยาวเยี่ยงนี้ แถมแต่ละคันก็หน้าตา+สีเหมือนกันมาก สงสัยว่าแล้วจะแยกออกมั้ยเนี่ยว่าคันไหนของใคร -_-"
สังเกตว่า สกู๊ตเตอร์แต่ละคันจะดูโทรมๆ และมีร่อยรอยถลอกปอกเปิกพอสมควร จะไม่เหมือนบ้านเราที่ส่วนใหญ่จะดูใหม่กิ๊ก เหมือนเค้าเอาไว้ใช้งานอย่างเดียวจริงๆ
ส่วนแท็กซี่กะรถเมล์ที่ไทเปก็มีนะ สำหรับแท็กซี่ในไต้หวันจะต่างกะบ้านเราตรงที่ มันเป็นสีเหลืองหมดเลย ในขณะที่ของเราเป็นสีสันคัลเลอร์ฟูล ^^" เบญว่ามันก็ดีนะทำให้ไม่งง เห็นเหลืองๆมาก็โบกได้เลย
ราคาแท็กก็ไม่ได้แพงแบบนั่งไม่ได้นะ ก็พอๆกับเมืองไทยเรา แต่เหมือนแพงกว่านิดหน่อย
ส่วนรถเมล์เบญก็ได้ไปลองนั่งมาแล้วเหมือนกานนน ตอนไปพิพิธภัณฑ์กู้กง ข้างในรถเค้าดูกว้างๆ สะอาดๆ เบาะเค้าจะเป็นเบาะใหญ่ๆ นั่งสบายมาก
รถเมล์เค้าไม่มีกระเป๋ารถเมล์เหมือนของเรา เวลาจะจ่ายตังค์ก็จ่ายตรงคนขับก่อนขึ้น แต่สำหรับเบญซื้อ EasyCard ไว้ ก็เอาบัตรไปแตะตรงเครื่องที่มีสัญลักษณ์ EasyCard ได้เลย
แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรเหมือนบ้านเรานะ สิ่งที่เหมือนก็มีอย่างทางม้าลาย บ้านเค้าก็ต้องดูรถก่อนข้ามถนนบนทางม้าลายเหมือนกัน ถ้าข้ามซี้ซั้วก็มีสิทธิ์โดนรถบี้ได้ง่ายๆ -_-
เดินไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอสิ่งนี้เข้า o_O" มันคือป้ายหาเสียงของเค้าอ่ะ สงสัยช่วงที่ไปจะเป็นช่วงเลือกตั้งของเค้าพอดี ทำให้นึกถึงตอนเลือกตั้งผู้ว่ากทม. ภาพส่วนใหญ่เค้าจะถ่ายออกมาให้ดูน่าเชื่อถือ แต่ของไต้หวันไหงออกมาเป็นซุปเปอร์แมนหล่ะเนี่ยยย -"-
ดูแล้วน่ารักดีนะ ^^
เมืองไทเปเค้ารักษาความสะอาดได้เยี่ยมไปเลย พื้นถนนสะอาดมาก เดินมาตั้งนานไม่เจอขยะสักชิ้น
เท่าที่ได้สัมผัสมาช่วง 4 วันมานี้ เบญว่าคนไต้หวันเป็นคนมีระเบียบจิงๆ ดูจากการขึ้นรถ หรือขึ้นบันไดเลื่อน เดินช้าชิดขวา เดินเร็วชิดซ้าย
นอกจากนี้ยังมีน้ำใจและเฟรนลี่อย่างมาก ตั้งแต่มาถึงที่ไปวันแรก ไปยืนทำหน้างงๆที่สถานี MRT เบญก็เห็นวัยรุ่นไต้หวันเค้ายืนจดๆจ้องๆพวกเราอยู่นาน และท้ายที่สุดเค้าก็เข้ามาถามว่ามีไรให้ช่วยมั้ย
ถึงเค้าจะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง แต่เค้าก็แนะนำเราเต็มที่ จนเราหาทางไปถูกจนได้ Y_Y ซื้งจริงๆ
ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เข้าสู่ช่วงทไวไลท์ ตึกแถวๆนี้ก็เริ่มเปิดไฟกันสว่างๆ ดูแล้วสวยมากเลยอ่ะ
บางตึกก็เปิดไฟเป็นสีสลับกันไปมา อย่างกะตั้งใจจะทำไว้ให้ตากล้องมาเก็บภาพ Night City แหน่ะ
ถ่ายไปสักพัก จู่ๆฝนก็ตกลงมาปรอยๆ ต้องกางร่มถ่ายรูปกันหล่ะ สภาพค่อนข้างทุลักทุเล แต่เพื่อจะเก็บภาพไทเปซิตี้เราต้องอดทน *_*
เลี้ยวมาเจอถนนนึง มีน้ำพุไฟสีๆอยู่ด้วย เลยหยุดเก็บภาพซะหน่อย ถ่ายไปได้สักพัก จู่ๆก็มีเสียงดนตรีดังแล้วน้ำพุก็เต้นตามจังหวะไปด้วย นี่มันน้ำพุดนตรีนี่หน่าาา สวยมากๆเลยค่ะ
และก็มาจบทริปถ่ายรูปที่หน้าห้าง Taipei World Trade Center นี่หล่ะ ห้างเค้าใหญ่และโมเดิร์นมากๆ แต่เราไม่ได้เข้าไป
ก่อนกลับเข้า Hostel ก็มาแวะ 7-11 ไต้หวันซะหน่อย อยากรู้ว่ามีไรขายบ้าง
พวกของมึนเมาต่างๆ เค้าก็เอามาวางให้หยิบกันได้ง่ายๆแบบนี้เลย ส่วนของที่อยากให้ลองชิม คือพวกชา และก็โยเกิร์ต ทำ packaging ออกมาได้น่ากินมากๆ
ที่ไต้หวันเค้าจะมีการรณรงค์ลดโลกร้อน เวลาที่ซื้อของตามเซเว่นจะไม่มีถุงให้ ส่วนใหญ่คนไต้หวันเค้าจะเอาถุงไปใส่ของเอง พอตอนคิดตังค์เค้าก็ถามว่าจะเอาถุงมั้ย ค่าถุงคิดถุงละ 1 NT $ เบญไม่มีถุงก็เลยซื้อมา พอจับๆดูแล้ว ถุงเซเว่นของไต้หวันเค้าจะเนื้อหนากว่าถุงเซเว่นบ้านเรามาก
ซื้อเสร็จแล้ว ใบเสร็จปริ๊นสีด้วยยยย
มาดูของที่ซื้อจากเซเว่นกันดีกว่า อันนี้คือโยเกิร์ตรสแอปเปิ้ล กระปุกละประมาณ 30 NT กว่าๆ ขอเรียกเป็นกระปุกดีกว่าเพราะมันดูอ้วนๆอวบๆ ใหญ่กว่าถ้วยโยเกิร์ตบ้านเรา ได้เนื้อแอปเปิ้ลเยอะ และรสไม่หวานมาก หอมกลิ่นแอปเปิ้ล เบญซื้อเจ้านี่กินทุกวันเลย อ๊าาา อยากให้มีขายในไทยจิงๆ
อันนี้เป็นโยเกิร์ตรสส้ม รสนี้เบญก็ชอบ เค้าจะให้เนื้อส้มมาเป็นชิ้นๆแบบที่เห็นในภาพบนกระปุกเลย รสไม่หวานมาก เปรี้ยวนิดๆ หอมรสส้ม ใครที่ชอบกินโยเกิร์ตผลไม้ อยากให้ลองทั้ง 2 รสเลย เบญรู้สึกว่าโยเกิร์ตไต้หวันนี่คุณภาพดีจิงๆ
ลูกอมอันนี้เป็นที่ชื่นชอบของพี่เก้ามาก มีขายทั่วๆไปตามห้าง ของไต้หวันก็รสชาติเหมือนของไทยนี่หล่ะ ต่างกันที่กล่อง ถ้าขายในไต้หวันก็จะมีภาษาจีนอยู่ด้วย
เซเว่นไต้หวัน ไม่มีที่กดกาแฟเซเว่นแบบบ้านเรา ถ้าจะกินกาแฟต้องซื้อเป็นกล่องหรือกระป๋องแบบนี้ แต่เท่าที่ชิมดูกาแฟเค้าจะออกรสขมๆ จืดๆ ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ คิดถึงกาแฟเมืองไทยมากกว่าาา
นมถั่วเหลือง Low Sugar รสจะออกจืดๆ อันนี้ก็เฉยๆนะ
มาถึงนมกล้วย รสออกแนวจืดๆ ไม่ค่อยหอมมันเท่าไหร่ ชอบนมกล้วยของเกาหลีมากกว่า
อันนี้คือน้ำอะไรบางอย่างหวานๆ จำไม่ได้ว่ามันคืออะไร ที่อยากให้ลองชิมในเซเว่นอีกอย่างคือชา ชาส่วนใหญ่ในไต้หวันจะรสชาติคล้ายๆกัน คือจะหอมๆ เข้มข้น และไม่หวานมาก ที่เบญชอบสุดคือ Black Tea กินบ่อยมาก แต่ดันลืมถ่ายรูปมา Y_Y เศร้าจิงๆ กลับมาที่ กทม. พยายามหากินก็ไม่มีรสแบบที่ไต้หวันเลยอ่ะ
นมเปรี้ยว หน้าตาราวกับยาคูลท์บ้านเราจิงๆ ส่วนรสก็คล้ายๆกันนะ
สำหรับไทเป เบญรู้สึกว่าเป็นเมืองที่อยู่สบาย คนไทยไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก การเดินทางก็สะดวกสบาย ของกินส่วนใหญ่ก็อร่อยนะ โดยเฉพาะชา และโยเกิร์ต ถ้ามีโอกาสไปไต้หวันอีก อยากไปเที่ยวไทเปหลายๆวันเลย เพราะรู้สึกว่ามีที่อื่นที่อยากไปอีกเพียบ ถ้าใครมีโอกาสลองมาเที่ยวไทเปดูสักครั้งนะ มันมีอะไรให้น่าค้นหามากกว่าที่คิดค่ะ ^_^