Follow Us

Share

ฝันเล็กๆ @ Japan


ฝันเล็กๆ @Japan ตอนที่ 1



ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณท่านทั้งหลายเหล่านี้นะครับ/คะ ที่ทำให้ความฝันเล็กๆ ของพวกเราเป็นจริง แบบลื่นสะดุด :P

inint&anant สำหรับเส้นทางต่างๆ ในโตเกียว
SkyBox สำหรับอาหารอร่อยๆ
NumAromDee สำหรับการคมนาคม โดยรถไฟ
ติวเตอร์ตู่ MaNgKoOd และcoccinelle สำหรับการจุดประกาย Tateyama Kurobe Alpine Route


## ขอบคุณข้อมูลและภาพสวยๆ จาก :  www.pantip.com/cafe/blueplanet  โดย คุณ Moonlight Sentinel ##






ณ วันที่ 1 พ.ค. 54ทั้ง 3 ชีวิต ก็ได้มาถึงสนามบิน ฮาเนดะ ด้วยสายการบิน Airasia X (งบน้อยก็ต้องไปแบบประหยัดเช่นนี้แล T_T)





จากรีวิวใน BP ทั้งหลาย ทำให้ต้องกระ:-)กระสนที่จะรีบออก ตม. ก่อนที่รถไฟจะหมด

เราเลยต้องรีบไปซื้อตั๋ว มั่วอยู่นาน จนเจ้าหน้าที่ต้องเดินมาช่วย ^^" เป้าหมายคือ .... ชินากาวะ





ป้ายแจ้งการเดินรถนะครับ ขอให้ดูสถานที่ที่จะไปให้ดี มีหลงได้ง่ายๆ นะคร้าบบบบ
เป้าหมาย 23.40 น. หิวก็หิว หนาวก็หนาว





โรงแรมทั้งหมดของทริปนี้ Toyoko inn ทั้งหมด ลักษณะห้องนะครับ





อีกสักรูป ห้องน้ำส่วนตัว





ด้วยความหิว ต้องอพยพออกมาจากโรงแรม เผชิญความหนาวอีกครั้ง





ราเมนร้อนๆ มาแล้วคร้าบ





หน้าโรงแรมนะครับ
สำหรับท่านที่จำเป็นต้องนอนพัก แล้วต่อด้วย JR จากฮาเนดะ ผมว่าที่นี่เป็นตัวเลือกที่ดีเลยนะครับ เดินจากสถานีชินากาวะไม่เกิน 5 นาทีครับ ข้างๆ กัน จะเป็น Prince ครับ





ดีตรงที่มีอาหารเช้าด้วยนี่แหละครับ ที่นี่จะเป็น bakery เป็นหลักครับ





หลังจากนั้นก็ไปแลก JR pass ที่สถานีรถไฟ พร้อมกับจองที่นั่ง และขบวนรถที่จะต้องใช้ทั้ง 7 วันนี้

เจ้าหน้าที่ใจดี พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็ยังเขียนรายละเอียดมาให้





กองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใด เราก็ต้องเตรียมข้าวกล่องฉันนั้น





อันนี้สวยงามแต่กินไม่อิ่มนะคะ





สถานีปลายทาง Toyama
ยังคงใช้แรงงานคนในการเก็บตั๋วอยู่เลยครับ





Toyama เมืองที่ยังมีที่ที่น่าสนใจอยู่





สามารถล่องเรือชมความงามในเมืองได้ด้วย โดยเฉพาะช่วงฤดูซากุระ





โทยาม่าโจ ยามเย็น





พิพิธภัณฑ์ของโทยาม่าโจ ครับ
ตอนไปถึง ก็เกินเวลาเข้าเยี่ยมชมซะแล้ว T_T
รู้แค่คำเดียวคือ "Come again tomorrow please"





หลังจากไม่สมหวัง ก็เลยเดินสำรวจเมือง (ก็พลังยังเหลือเยอะนี่นะ)

แล้วก็เจอ....





มาชิมด้วยกันสินะครับ





ทาโกะยากิ ที่แพ้พนัน

ทั้งทริป กินบ่อยมาก แต่ร้านนี้เป็นเบอร์ 1 เลยครับ





ของกลาง T_T





กินเท่าไหร่ ก็ไม่อิ่ม แวะ 7-11 อีกสักรอบ





ตามด้วยข้าวปั้นอีกสักก้อน





ด้วยความหนาว จึงต้องหาความอบอุ่นกัน ... ยังปรับตัวไม่ได้อะค้าบบ





พลาดเข้ามาแล้ว ก็ต้องเสียเงินเป็นธรรมดาสินะครับ





วันต่อมา ฝากกระเป๋าและซื้อตั๋วทริป Kurobe alpine route ครับ

ขอบคุณคุณลุงนะครับ พูดไม่รู้เรื่อง อังกฤษไม่ได้เลย แต่ยังช่วยเหลือเราเต็มที่ครับ พวกผมจำรอยยิ้มลุงได้อยู่เลย ^^"





สภาพรถไฟ Local บ้านเค้า ประมาณได้ว่าเป็นชั้น 3 บ้านเราครับ





ขับช้าๆ ให้ชมวิวข้างทางเต็มที่เลยครับ





นี่คือ บัตรเบ่ง ของภูเขาหิมะ Go Go!!!





สำหรับ Tateyama route (ขออนุญาตย่อนะครับ) เมื่อไปถึง เค้าจะเรียกให้เราต่อคิว เพื่อขึ้นเคเบิ้ลคาร์ เลยทันที

คนบนรถไฟก็ออกจะน้อย ทำไมตรงนี้มันเยอะงี้อะ O_o!!!





น้องคนนี้ ไม่ขอบรรยายละกันครับ ^^"





เมื่อขึ้น เคเบิ้ลคาร์มา จะพบแถวยาวอีกครั้ง

แถวไหนก็จอดหมดครับ ไม่ต้องกังวล





มาถึงหิมะครั้งแรก ขอไหว้เจ้าป่าเจ้าเขาให้ปลอดภัยด้วยเถิด





ขณะนั่งรถบัสขึ้นไปยังจุดชมวิว
โชเฟอร์จะเปิดวิดีโอให้ดู และจอดให้ถ่ายรูปน้ำตก (ประมาณ 10 วินาที)





ข้างล่างว่าคนเยอะแล้วนะครับ ข้างบนนี่ อย่างเยอะเลย





วิวจากดาดฟ้าครับ





ขอขอบคุณ คุณ ติวเตอร์ตู่ MaNgKoOd และcoccinelle อีกครั้ง
ถ้าไม่ได้ทั้ง 3 ท่าน คงจะไม่มีรูปใบนี้





เหล่าผู้กระหายความท้าทาย
เดินทางกันไปเพื่อเล่นสกีครับ





Highlight ประจำวันนี้ครับ





แผนที่





และป้ายเตือน

อย่าเอาแต่เที่ยวเพลินกันนะครับ





ใครๆ ก็ถ่ายกับสิ่งนี้ สงสัยว่าอ่านว่าอะไร ตอนนี้ยังงงกันอยู่เลยอะครับ (ใครทราบบอกหน่อยนะครับ)





รายละเอียดประจำวันนี้ครับ





เขื่อน Kurobe ครับ
แก้ไข ไม่มีที่ชมวิวในรูปครับ





ระยะทางพิสูจน์คนโดยแท้





มีป้ายเตือนครับ
แต่ก็ไม่รู้เรื่องเหมือนเคย





วิวด้านบน กว่าจะถึงก็......





ขอจบทริป Tateyama Alpine route ก่อนนะครับ
ติดตามกันได้ตอนต่อไปในกระทู้หน้าครับ/ค่ะ





Snow wall





ขอเพิ่มรายละเอียดในการเดินทางบน tateyama alpine routes นะค่ะ

ทางเดินขึ้นเคเบิ้ลคาร์





เคเบิ้ลคาร์มาแล้ว





เมื่อขึ้นเคเบิ้ลคาร์แล้วก็จะถูกลากขึ้นไป





แล้วก็ต่อด้วยรถบัสเพื่อจะขึ้นไปชม snow wall





บนนี้จะมีร้านขนมและของที่ระลึกเพื่อดูดเงินผู้มาเที่ยว ซึ่ง เจ้าของกระทู้ก็เป็นหนึ่งในนั้น





เราเชื่อว่าสักวันคุณก็จะได้ทำฝันให้เป็นจริงเหมือนเรา





ข้าวปั้นปลาแซลมอลสักคำน่ะค่ะ








## ขอบคุณข้อมูลและภาพสวยๆ จาก :  www.pantip.com/cafe/blueplanet  โดย คุณ Moonlight Sentinel ##


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


[CR] ฝันเล็กๆ @ Japan #2 3 วัน 3 ปราสาท



วันแรก Shinagawa
วันที่ 2 Toyama
วันที่ 3 ช่วงเช้า Tateyama Alpine Route

กระทู้นี้เราจะมาต่อกันหลังจาก Tateyama Alp. Route กันนะครับ
ว่าแล้วก็ไปกันต่อเลย
...
...
...
เริ่มต้นจากบรรยากาศในเมือง มัตสึโมโตะ กันนะครับ





มาถึงก็ราวๆ 17.00 น. เลยรีบเก็บของที่โรงแรม และก็ไปปราสาท มัตสึโมโตะ ต่อ

อนุสาวรีย์กบ





ร้านขายของ ดูลักษณะแล้วน่าจะเป็นร้านเก่าแก่มานาน





มาถึงปราสาทซะที พระอาทิตย์กำลังตก รีบกดชัตเตอร์ แล้วก็รีบเดินไปมุมอื่น





ถ่ายเยอะๆ กะว่า 10 รูปต้องมีสัก 1 รูป ที่ใช้ได้ เอิ๊กๆ





เดินไปกดชัตเตอร์ไป อากาศเริ่มหนาวอีกครั้ง





มาถึงด้านหน้าปราสาท อ้าว ปิดซะแล้ว T_T





แอบปีนดีมั้ยเนี่ย





ด้วยการที่ต้องการรูปยามค่ำคืน (วันนี้เวลาเหลือเยอะ) เลยเดินไป ถ่ายรูปไป





นอกเขตปราสาท ก็ยังมีมุมสวยๆ ได้อีก





ยืนดูด้วยความเศร้า เราอดเข้าไปชม T_T





อ๊ะ!!! เริ่มเปิดไฟแล้วนี่
ว่าแต่ทำไมมันหนาวแท้ ~~~
อุณหภูมิขณะนั้น คาดว่าต่ำกว่า 20 องศาแน่ๆ เพราะกลางวันก็ 24 องศาเข้าไปแล้ว





ร่างกายเริ่มทนไม่ไหว ต้องหาอะไรสักอย่างมาทำให้ร่างกายอุ่น

โอเด้งร้อนๆ นี่แหละ

ใช่เลย~~~

โอเด้งสักชิ้นมั้ยคร้าบ~~~~~





เมื่อความอบอุ่นกลับคืนมา เราก็กลับไปยังปราสาทอีกครั้งหนึ่ง





ขาตั้งที่ลงทุนขนไป ได้ใช้คุ้มก็วันนี้แหละ ช่วงเช้า Tateyama Alp. Route ช่วงค่ำ ปราสาท มัตสึโมโตะ

ว่าแต่ ทั้งที่มืดขนาดนั้น ยังมีแสงจากท้องฟ้ามาเติมแต่ง ^^"





กลางคืนเต็มที่ อากาศเริ่มหนาวอีกแล้วอะค้าบ บรึ๋ย~~~





รูปสุดท้ายสำหรับ ปราสาทมัตสึโมโตะ ครับ





หลังจากที่เดินเมื่อย พักผ่อนเต็มที่แล้ว ก็ได้เวลาบอกลาเมือง มัตสึโมโตะ กันแล้ว
ป้ายต่อไป นาโงย่า ครับ





นั่งรถไฟ ไปกับโกโก้เย็น
ยี่ห้อนี้หากินยาก แต่เมื่อได้ลอง ติดแน่นอนครับ





ข้างทางก็ยังพอมีต้นซากุระให้ได้ชมความงามอยู่บ้างครับ แม้จะเข้าเดือนพ.ค.แล้วก็ตาม





แต่ถึงกระนั้น ก็แทบจะเป็นชุดหลังๆ ของแถบนี้แล้วครับ





และแล้วก็มาถึงเมือง นาโงย่า ซะที เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่ ค่อนข้างจอแจ คนพลุกพล่านมากมายครับ





มาถึงค่อนข้างสาย เนื่องจากพักผ่อนอย่างเต็มที่มาแล้ว ก็ได้เวลาไปต่อ

สำหรับการไปปราสาทนาโงย่า เราไม่สามารถใช้ JR Pass ได้ จึงต้องซื้อตั๋วเพิ่ม ที่เรานั่งกันคือ sakura dori line ไปถึงบริเวณปราสาทเลยทีเดียว





ด้วยความกลัวว่าจะหลง เลยต้องดูป้ายสถานีเอาไว้ก่อน
เมื่อวานอากาศยังหนาวอยู่เลย วันนี้ร้อนซะแหล่ว ~.~





ปราสาทนาโงย่า ไม่สามารถหามุมถ่ายรูปจากภายนอกได้ เราจึงต้องซื้อบัตรเข้าไปชมข้างใน





ป้ายนี้มีอาถรรพ์ มันเปลี่ยนรูปได้เอง เพียงแค่เราเปลี่ยนมุม





เดินมาตั้งไกล มาถึงซะที
แต่เอ๊ะ!!! ไหงเด็กนักเรียนมันเยอะจังครับท่าน

วันนี้มีเด็กๆ มาทัศนศึกษากันเยอะมากครับ





ข้างนอกดูยิ่งใหญ่อลังการมากครับ





ต้องขึ้นจากอาคารเล็กครับ อาคารหลักไม่สามารถขึ้นไปได้





แล้วก็เจอทางเชื่อมอาคารหลัก





ข้างในมีปลาทอง 1 ตัว เป็นสิ่งประดับมุมหลังคาปราสาทครับ





ด้านในปราสาท จะเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ และประวัติความเป็นมา ท่านที่สนใจประวัติศาสตร์ ผมแนะนำที่นี่ครับ สำหรับชั้นบนสุด จะเป็นร้านดูดเงินครับ
สำหรับเมืองนาโงย่านี้ จะใช้ปลาทองเป็นสัญลักษณ์ครับ

เดินหลงกับน้องข้างในปราสาท กว่าจะหากันเจอ ก็หิวซะแล้ว เลยลงมากินดังโงะกัน





รูดทีเดียวหมดไม้ เอ๊ะยังไงกัน ^^"





เวลามันผ่านไปไวมากครับ เลยเริ่มถอนทัพกัน





เดินออกมาทางอื่น รอบๆ ปราสาทบ้างนะครับ





ด้านล่างจะมีปลาทองอีกตัวนึงครับ เอาไว้ถ่ายรูป





mascot ประจำปราสาทนะครับ ออกเป็นเวลา ใครไปผิดเวลาจะไม่ได้เจอนะครับ
ของพวกเราไป เจอกันพอดี กำลังจะกลับเข้าที่พัก เลยจับมาถ่ายรูปก่อน
แต่เผอิญ เจ้าของรูปเขิน เลยได้แต่เอาตารางมาให้ดูอะครับ





ดังโงะ 1 ไม้ ไม่ได้ช่วยให้ความหิวที่มีมาหมดไป
เจอร้านทาโกะยากิ ก็ดันปิด T_T
ใครจะไปที่นี่ แนะนำว่ากินให้อิ่มจะดีที่สุดนะครับ





อย่าลืมไป ชิราคาวาโกะนะครับพี่ยู ^^"

มื้อเย็นวันนี้ ไม่พ้นที่ใต้สถานีรถไฟ นาโงย่าครับ

ข้าวผัด ราดแกงกะหรี่ โปะด้วยไข่เมือก รสชาด .... ต้องถามคนกินอะครับ ผมไม่ได้ลอง แต่มาอยู่เมืองไทย คนที่กินไป ร่ำร้องอยากให้ทำให้กิน (แล้วผมจะทำยังไงดีครับเนี่ย)





ออกจากสถานีมา ต้องการกลับไปพักผ่อน มีสาวญี่ปุ่นมาแสดงโชว์ โฆษณาอะไรสักอย่าง เลยแอบถ่ายรูปมา เนื่องจากกำลังแสดง และมีการขยับร่างกายตลอดเวลา + มืดแล้ว ภาพเลยไม่ชัดเท่าที่ควรนะครับ





ที่นี่ อะไรก็เป็นปลาทองไปหมดครับ แม้แต่...
เห็นแล้วบ้านเราก็น่าจะมีแบบนี้บ้าง





หรือแม้แต่ป้ายโฆษณา น้ำดื่มยี่ห้อหนึ่ง





และแล้วก็มาถึงปราสาทสุดท้าย
ปราสาทโอซาก้า
นั่ง JR ไปลงที่ Osakajokoen ได้เลยครับ

**แก้ไข แนบไฟล์ผิด + ชื่อสถานีรถไฟครับ -o-

โฆษณาบ้านเค้า เห็นแล้วยิ้มทุกอย่างเลย





กองทัพต้องเดินด้วยท้อง รับกุ้งเทมปุระสักชิ้นมั้ยครับ





ฝาท่อของเมืองนี้ ไม่ธรรมดาครับ เพราะมีทาสีไว้ด้วย





ปราสาทโอซาก้า เป็นปราสาทที่ใหญ่มากมายครับ
สำหรับผู้ที่รักการถ่ายภาพ ผมแนะนำว่านำเลนส์มุมกว้างไปด้วย จะช่วยได้เยอะมากครับ





ใหญ่โตจริงๆ ครับ ขนาดอยู่ไกลๆ ยังรู้สึกได้





ใหญ่โตสุดๆ ครับ ยิ่งกว่า 2 แห่งก่อนหน้านี้





เจอตู้ดูดเงิน เลยไม่ได้ขึ้นปราสาท (อีกแล้วครับท่าน -.-)
สืบเนื่องจาก ภายในปราสาทนาโงย่าไม่ประทับใจ พวกเราเลยตัดสินใจว่า ไม่เข้าปราสาทนี้น่าจะดีกว่า





อย่างน้อยมีรูปปราสาท มาฝากเพื่อนๆ ก็พอแล้วครับ สำหรับวันนี้





ช่วงก่อนกลับ ก็ยังหามุมถ่ายรูป เพราะความใหญ่โต เลยหามุมยากมากครับ เดินเยอะเป็นพิเศษ สำหรับการหามุมที่นี่ มีคนยอมแพ้ขอนั่งพักไปแล้ว -o-





เดินริมน้ำ พื้นที่ห้ามเข้า มีคนไปตกปลา เลยคิดว่า น่าจะแอบเข้าไป
เพื่อความสวยงามของรูปภาพ ยอมครับผม!!!





เมฆเริ่มตั้งเค้ามาแต่ไกล ต้องรีบหนีก่อนดีกว่า





ขากลับก็เจอวงดนตรี เลยแอบถ่ายมาครับ
ที่นี่มีพื้นที่ค่อนข้างเยอะ จะมีนักกีฬามาซ้อมกันเยอะมากครับ ทั้งนักฟุตบอล (ที่เห็นคือมาซ้อมเดาะบอลกัน) นักวิ่ง มีวงดนตรี และการแสดงอื่นๆครับ





และเราก็นั่งรถไฟกลับที่พัก Shin Osaka เนื่องจากว่า เป็นสถานีใหญ่ และเดินทางสะดวก ในราคาที่พักที่ย่อมเยาว์กว่าที่ Osaka ครับ

ปิดท้ายด้วยรูปพาโนราม่าสักช๊อตนะครับ

แล้วพบกัน ตอนที่ 3 คิโยมิสุไดระ และศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ ครับ
ขอบคุณที่ติดตามกันมานะครับ





## ขอบคุณข้อมูลและภาพสวยๆ จาก :  www.pantip.com/cafe/blueplanet  โดย คุณ Moonlight Sentinel ##


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


[CR] ฝันเล็กๆ @ Japan #3 คิโยมิสุไดระ และศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ



วันนี้พวกเราก็ยังคงอยู่แถบคันไซ
เป้าหมายคือ เกียวโต
เพื่อไม่ให้การเดินทางแออัดเกินไป จึงเลือกไปแค่ ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ และวัดน้ำใส





เดินทางจากชินโอซาก้า นั่งชินคันเซน 15 นาที มาถึงเกียวโต และต่อ JR มายังศาลเจ้าได้เลยครับ
สำหรับหลายๆ ท่าน ที่คิดว่าจะหิ้วกระเป๋าไป ไม่ต้องกังวลนะครับ สำหรับชินโอซาก้ามีตู้รับฝากกระเป๋าอยู่ครับ





เมื่อมาถึง เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า ที่นี่แหละ ใช่เลย~~~





เดินไปเรื่อยๆ จะพบซุ้ม สำหรับทำความสะอาดมือและปากของเรา





สิ่งที่ต้องทำคือ
1.ล้างมือซ้าย
2.ล้างมือขวา
3.ควักน้ำบ้วนปาก
*แก้ไข เพิ่ม 4 ตั้งกระบวยให้น้ำไหลหมดครับ





ด้านหน้าศาลเจ้าครับ





ตัวไหนเพศไหน เดากันเอาเองนะครับ





และก็ผ่านประตูเข้ามา คนค่อนข้างเยอะครับวันนี้ และก็ขอแอบถ่ายมิโกะสักหน่อย





อาคารมีการทำนุบำรุงเสมอ เหมือนใหม่มากครับ





มีที่ดูดทรัพย์อีกแล้วครับT_T





และก็เข้าสู่ด้านใน ก่อนขึ้นเส้นทางหฤโหด
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มิโกะทำพิธีอะไรสักอย่าง ห้ามถ่ายรูปด้วยครับ แต่ผมก็อยู่ไกลพอดู เลยกดชัตเตอร์ไปก่อนแล้ว





ขึ้นไปปุ๊บ เจอศาลปั๊บ ใช่ศาลนี้มั้ยเอ่ย??





ไม่สนใจ เดินไปต่อ





อ้าว ทางแยก จะไปซ้ายหรือขวากันดี





ทางไหนก็เหมือนกันครับ เพราะมาถึงก็เจอที่ดูดทรัพย์ รอบ2





ที่นี่จะมีป้ายเตือนว่า ถ้าท่านต้องการเดินทั้งหมด จะใช้ระยะทางประมาณ 4 กม. ครับ เดี๋ยวผมจะพาทุกท่านไปชมระยะทาง 4 กม.นั้นเอง

นี่คือวิวจากด้านบน จากคห.ที่แล้ว เล็กน้อยครับ เดินกันพอเหงื่อซึม (ประมาณไม่เกิน 500 เมตร)





เส้นทางยาวไกล มีไว้พิสูจน์คนครับ





ขึ้นไปได้ระยะหนึ่ง เริ่มร้อนและเหงื่อออก รู้สึกว่า ไม่น่าขึ้นมาเลย
เอาเป็นว่าดูจากรูปละกันนะครับ





ฟ้องด้วยภาพ





สำหรับนักรีวิวทั้งหลายที่เคยขึ้นไปแล้วนะครับ ถ้าเป็นไปได้อยากให้ช่วยแบ่งปันประสบการณ์ 3.5 กม. ตรงนี้หน่อยครับ เอิ๊กๆ





คือ ไอระยะทาง 3.5 กม. ที่ผมสัมผัสมา ผมรู้สึกว่า โดนญี่ปุ่นหลอก ครับ
เนื่องจากจะมีแต่โทริอิไปตลอดทาง + สุสาน ป้ายบรรพบุรุษทั้งหลาย ตลอดทางครับ





เดินไป คอตกไป แถมหลงเข้าป่าไปอีก T_T





มีแค่นี้จริงๆ ครับ 3.5 กม. แต่ก็ยังดีครับมีจุดพักให้ซื้อของกินได้บ้าง ส่วนของฝาก ของชำร่วย ด้านบนไม่มีครับ





แผนที่บริเวณนี้นะครับ





สุดท้ายมาจบที่ข้างล่าง ฝนตกปรอยๆ ก็มีพิธีไล่ฝนของเค้าไป
ได้ของฝากมาชิ้นนึง หุหุ





และนี่คือประสบการณ์โดนญี่ปุ่นหลอก ณ ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริครับ เอิ๊กๆ

หลังจากนั้น ก็ไม่รอช้า นั่งรถไฟกลับไปยังสถานีเกียวโต เดินออกมาหาทางไปนั่งรถเมล์
ก็ถามเค้าว่านั่งคันไหน เค้าก็จะมีเจ้าหน้าที่บอกว่า ไปคันไหนได้บ้าง





ที่หมายที่ 2 ของวันนี้ วัดน้ำใส นั่นเอง ถ้าท่านนั่งรถเมล์มาถึงหน้าร้านนี้แล้ว ไม่ลง ถือว่าท่านเลยป้ายซะแล้ว





ก็เดินตามทางไปเรื่อยๆ และก็เข้าไปในเขตวัด





ผมว่าวัดพระแก้วฯ บ้านเรา สวยกว่านะครับ





ชำระเงิน แล้วก็เดินเข้าไปกันครับ





ไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคลกันซะหน่อยครับ





เลยมาได้พักนึง เราก็เจอจุดยอดนิยม ตรงนี้ผมเชื่อว่าทุกท่านคงต้องเซ็ต GPS เข้ามายืนกันเลยทีเดียว ทั้งหนัง ทั้งหนังสือการ์ตูน ถ้าเป็นวัดนี้ ยังไงต้องเป็นมุมนี้เท่านั้น





มุมยอดนิยมอีกสักรูป





และแล้วก็ได้เวลาต่อคิวดื่มน้ำกัน





เพราะไม่ต้องการใช้แก้วร่วมกับคนอื่น เลยสอยมา 1 ใบ





ขึ้นไปด้านบน แก้วที่ใช้กัน จะต้องฆ่าเชื้อโรคด้วยรังสียูวีซะก่อน





ได้เวลาตักน้ำแล้ว
แก้วส่วนตัวก็จะมีที่รองอีกแบบนึงครับ





และแล้วก็ได้ดื่มน้ำ ทั้ง 3 สาย ด้วยการซื้อแก้วคนละใบ (ไป 3 คน) แบ่งกันจิบ
แถมได้แก้วมาเป็นที่ระลึกอีกด้วย





ได้เวลาเดินทางกลับ วันนี้อยากพักผ่อน เนื่องจากวันต่อไปจะเป็นการช้อปปิ้งทั้งวัน





เดินซื้อของฝาก ก็ยังไม่วายเจอคนญี่ปุ่นใจแคบซะได้
เลือกของฝากอยู่ ไม่รู้จะมายืนข้างๆ ทำไม แถมยังมีการดึงตะกร้าใส่ของไปคิดตังเองอีก
ถ่ายรูปมาประจานสะหน่อย





รูปชุดนี้อาจไม่ได้มากเท่าที่ควรนะครับ เนื่องจากมีนักรีวิวหลายๆ ท่าน มารีวิวไปเยอะแล้ว เลยอยากเสนอในมุมต่างๆ ครับ

ปิดท้ายด้วยของกินแก้เครียดละกันครับ ซอฟท์ครีมชาเขียว


ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะครับ
ยังไงก็อย่าลืมติดตามรีวิว ฝันเล็กๆ ตอนที่ 4 นะครับ





## ขอบคุณข้อมูลและภาพสวยๆ จาก :  www.pantip.com/cafe/blueplanet  โดย คุณ Moonlight Sentinel ##


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


[CR] ฝันเล็กๆ @ Japan ภาคจบ



ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามกันเรื่อยมานะครับ กระทู้นี้จะขอนำเสนอบางส่วนที่เป็นแหล่งช้อปปิ้ง 4 แหล่งด้วยกัน คือ Shinsaibashi-Suji Doutonbori Akihabara และ Haneda Airport นะครับ สำหรับรูปภาทของกระทู้นี้ทั้งหมด สามารถนำไปใช้ได้เลยนะครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ

เริ่มที่ทางเข้า ชินไซบาชิ นะครับ ขึ้นรถไฟใต้ดินมา ก็หลงกันพักนึง ยืนกางแผนที่ไม่เกิน 2 นาที มีคุณป้าแก่ๆ ใจดีเดินมาหา เหมือนแกจะบอกทางให้ แต่ก็ได้แต่ขอบคุณแก เพราะสื่อสารไม่เข้าใจกัน -.-





ถนนชินไซบาชิ มันช่างยาวไกลนัก ตอนที่ไป เป็นเวลาประมาณ 10.00 น. บางร้านก็ยังไม่เปิด





มีขายเยอะมากครับ ของส่วนใหญ่จะหนักไปทางเครื่องสำอางค์ เครื่องประทินผิว ผมว่าเหมาะกับสาวๆ เป็นยิ่งนัก แถมเสื้อผ้าแถวนี้ก็ไม่ได้แพงซะด้วยสิครับ





เดินมาไกล แต่ผมว่าร้านนี้เหมาะมากครับสำหรับการซื้อขนมฝากเพื่อนๆ ราคาไม่แพงนัก แนะนำว่าเจอร้านไหน ถูกใจก็ควักเงินกันได้เลยครับ





ป้ายโฆษณาอะไรไม่รู้ แต่เกี่ยวกะโปเกมอนแน่ๆ ครับ





นี่ไงที่ดั้นด้นไปหาร้าน สุดท้ายก็มาเปิดเมืองไทย ราคาไม่ต่างกันเลย T_T แถมเสื้อผ้าที่ถูกใจ ดันไม่มีไซส์ซะนี่





อันนี้สำหรับสาวกคนเล่นเกมนะครับ





ส่วนอันนี้ สำหรับสาวๆ ครับ
ร้านมัตสึโมโต้คิโยชิ ไม่เข้าไม่ได้นะครับ
โฟมล้างหน้าจากในเมือง 400 เยน (ราคาถูกแล้ว) ซื้อมา 2 หลอด มาเจอที่นี่ 200 เยน (ถูกกว่าอีก) น้ำตาซึมเลย





สภาพในร้าน (แอบถ่าย)





เดิน ไปเดินมา ชักเหนื่อย ผมว่าเราไปต่อ Doutonbori กันดีกว่านะครับ

ปูวิเศษ ขาขยับได้ด้วย โอ้...แม่เจ้า





ร้านนี้น่าจะร้านดัง หิวแล้ว แต่ก็กลัวจะอิ่มกินอย่างอื่นไม่ไหว เลยแค่ผ่านๆ ละกันครับ





ทาโกะยากิ อันดับ 1 (ไม่รู้ว่าเหมือนบ้านเรารึป่าว ข้าวหลามอันดับ 1 ทุกร้านเลย)





ป้ายร้านที่เมืองเค้า น่าเอามาใช้ที่บ้านเราบ้าง





ส่วนนี่ คือ "ร้านดูดตัง" เป็นร้านขายขนมของฝากทั้งหลายที่เกี่ยวกะกูลิโกะ หน้าร้านมีตุ๊กตา ทาโกะ ราคา 500 เยน

ใครจะซื้อขนมแบรนด์ กูลิโกะ ต้องร้านนี้เท่านั้นนะครับ ผมพยายามหาร้านอื่นก็ไม่เจอ สุดท้ายก็เข้า ออก ร้านนี้เป็นว่าเล่น (เดินวนมา 4 รอบ)

คนวิ่งหน้าร้าน ขยับแขนได้ด้วยนะครับ ขอบอก....





นอกจาก ชิโอริ โคอิบิโตะ ที่ขึ้นชื่อแล้ว เรายังเจอ เกียวโต กับ โอซาก้า โคอิบิโตะด้วย





เจ้าทาโกะ เห็นแล้วก็มากินทันทีเลย





ส่วนอันนี้ ผมขอแนะนำเลยครับ ความอร่อยคงไม่ต้องบอก เพราะขนาดเจ้าทาโกะ ยังลุมกันถึง 3





ขอนอกเรื่องเล็กน้อย
ไอเทมลับของผู้ใหญ่ สามารถหาได้ในตึกเพนกวินนะครับ จำสัญลักษณ์ไว้ให้ดี สำหรับผม หวังว่าคำแนะนำนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆ ท่านที่เสาะหาไอเทมลับนะครับ
ภาพนี้ถ่ายที่ อิเคะบุคุโระ แต่ที่ Doutonbori ก็มีนะครับ





บรรยากาศช่วงประมาณ 5 โมงเย็นครับ





ร้านปาจิงโกะก็มีครับ





ร้านเนื้อย่างครับ





พอเริ่มมืด ก็เริ่มหิว + ขาเริ่มชา เพราะเดินเยอะ
เราได้ศึกษาหาข้อมูลมาว่า มีร้านพิซซ่าญี่ปุ่นอร่อยๆ แถวนี้
หากันยังไงก็ไม่เจอ บังเอิญลางสังหรณ์บอกว่าในซอยนี้น่าจะมี ขอลองเข้าไปดูสักหน่อย





ตรงโคมแดงในรูป คห.ข้างบน จะมีร้านอยู่ (ขออภัยที่ไม่มีรูปหน้าร้านนะครับ) เนื่องจากหน้ามืดจากความหิว เลยเดินเข้าไป และก็พบว่า สื่อสารกะเค้าไม่รู้เรื่องอีกแล้ว ภาษาอังกฤษก็ไม่มี คุยกันก็ไม่ได้





สุดท้ายก็เอาตัวรอดไปด้วยคำว่า "ทาโกะ" "อิกะ" "เอบิ"
สั่งคนละถ้วย กะว่าคงต้องเพิ่มค่อยสั่งใหม่

แต่พอมาถึง พระเจ้าช่วย!!





กะทะนึง วางได้แค่ 3 จะเยอะไปไหนเนี่ย-.-





ด้วยความสามารถระดับ(ห่วยขั้น)เทพของพวกเรา สุดท้ายก็ไม่ได้ทำเองเลย 555+ ให้พนักงานเค้าทำหมดครับ พนักงานเค้าเทพจริงๆ

อันนี้รูปอะไรเอ่ย...





ตามมาด้วย .... เจ้าแมวน้ำเงิน





สุดท้ายรูปนี้ ผมบอกตรงๆว่า ดูอยู่นานมากก็ไม่รู้เรื่อง จนสุดท้ายเค้าเฉลย เจ้าแมวคิตตี้นี่เอง





3 คน กินได้แค่ 2 แผ่น อีกแผ่น ต้องให้เค้าห่อกลับไปกินที่โรงแรม

เดินออกมา เจอร้านที่อยากกิน แต่ก็กินไม่ไหวจริงๆ เลยได้แต่ถ่ายรูปมาเก็บไว้ ครั้งต่อไป เราเจอกันแน่ เจ้าปีศาจแดง





พอเดินได้อีกสักพัก อ้าวมืดแล้วนี่นา





เป้าหมายหลักคือ ป้ายกูลิโกะเปิดไฟ แต่เนื่องจากยังอยู่ในช่วงประหยัดไฟกัน เลยพบว่า ....... T_T





เมื่อหมดแรง เราก็เลยตัดสินใจกันกลับ
แต่ก็ไม่วาย แวะซื้อกระเป๋าสักใบ เป็นของจากญี่ปุ่น แต่ดันผลิตในจีนนี่สิ
ใบละ 1990 เยน แต่คุณภาพดีจริงๆ ครับ





เอ่อ ต้องไปทำธุระข้างนอก เดี๋ยวกลับมาแล้ว จะมาอัพให้ต่อนะครับ ประมาณ 19.30 น.

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาชมนะครับ

กลางคืนไม่วาย ยังจะกิน ทั้งที่มีพิซซ่าอีก 1 แผ่น





ต่างจากเมืองไทยตรงที่ ไส้ทะลักมากกว่าก็เท่านั้นครับ รสชาดไม่ต่างกัน

ขอตัวก่อนนะครับ





ก่อนจะไป Akihabara ขอแวะไหว้พระสักหน่อยนะครับ ที่วัดเซนโจจิ (วัดอาซากุสะ)





ช่วงที่อยู่โตเกียว เสียดายมากครับ ฝนตกตลอดเลย เป็นฝนเม็ดเล็กๆ ตกหนาๆ ครับ

เมื่อเดินผ่านประตูใหญ่มา จะเจอร้านดูดเงิน 2 ข้างทางนะครับ





เอ่อ ลืมขออภัยที่กลับมาสายนะครับ _/\_ ขออภัยจริงๆ ครับ
ข้างใต้โคมแดงนะครับ จะมีลวดลายอยู่
ถ้าต้องการเห็นแบบเต็มๆ แนะนำว่าดูจากกระทู้ของคุณติวเตอร์ตู่ครับ





บรรยากาศละแวกนั้นนะครับ
ก็จะมีร้านขายเสื้อผ้าด้วยนะครับ ถ้าท่านใดสนใจก็น่าจะซื้อจากที่นี่เลย ราคาก็ไม่ได้แพงมากนะครับ





ส่วนรองเท้าก็มีร้านขายต่างหากเหมือนกันครับ





พยายามเดินตากฝนไปยังโบสถ์หลัก





ฝนก็มีตกหนักขึ้นเล็กน้อย พอตัวเปียก





คนที่มาไหว้พระ มีความเชื่อที่ว่า ให้กวักควันธูปเข้าหาตัว จะนำโชคดีมาให้ครับ

ผมไม่แนะนำให้ไปทำที่วัดมังกรของบ้านเรานะครับ อาจสำลักควันได้เลยทีเดียว





มุมอื่นครับ





ประตูชั้นในนะครับ





เหนื่อยรึยังครับ แวะทานซูชิกันหน่อยดีกว่านะครับ





ตลอดช่วงที่อยู่ในโตเกียว พวกเราพักกันที่ Toyoko inn ที่ Ousuka ครับ เพราะเป็นสถานที่ที่ไม่พลุกพล่านมาก แถมใกล้ๆ โรงแรม ก็ยังมีร้านซูชิขาย (หลัง 2 ทุ่ม ลด 20% ทีเดียว)

อันนี้ซูชิหอยอะไรสักอย่าง ^^"

คนญี่ปุ่นเค้าจะเอาวาซาบิป้ายที่ซูชิเลยนะครับ ไม่ได้ละลายโชยุเหมือนบ้านเราทำกัน รสชาดก็ แรงมากๆ ครับ เอิ๊กๆ





ฝาท่อในเมืองโตเกียว จะเป็นรูป ซากุระ ซะส่วนใหญ่ครับ





ลืมแนะนำร้าน ไท้ยากิ อร่อยๆ ใกล้ๆ วัดเลยครับ
ขออนุญาตนิดนึงนะครับ

จะเป็นทางเดินจากโซนร้านขายของ (กลางๆ) ไปยังสถานีรถไฟครับ





เอาให้ดูชัดๆ กันไปเลยทีเดียว





หลังจากไหว้พระแล้ว ก็ต้องไปเดินควักเงินกันต่อนะครับ





มีของเยอะมากครับ ผมแนะนำว่า ให้เดินตามซอก ตามซอย แล้วก็ขึ้นลงให้ครบทุกชั้นจะดีมากครับ

ผมกับแฟน ได้ชุดยูกาตะจากที่นี่คนละ 1 ชุด ราคารวมแล้ว 10000 เยนครับ
ขาดแต่รองเท้าผู้ชายอย่างเดียวครับ (ถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้ลองใส่ซะที ^^")





ที่นี่ขายทุกอย่างเหมือนกันครับ ตั้งแต่ชุด Cosplay (ชุดมิโกะ 4000 เยน) หรือชุดนักเรียน ก็ราคาใกล้เคียงกันครับ สาวๆ ท่านไหนอยากลองเปลี่ยนชุดก็แนะนำไปซื้อได้นะครับ เอิ๊กๆ รวมถึงโมเดลต่างๆ หาซื้อได้ที่นี่ มีทั้งมือ 1 และมือ 2 แบบตาดีได้ตาร้ายเสีย

และบรรดาไอเทมลับสำหรับผู้ใหญ่ DVD หรือหนังสือการ์ตูน ก็ยังมีเลยครับ

ที่ผมเห็นคนนิยมซื้อ จะเป็น DVD ของวง Akiba48 ดังมากๆ ที่นี่ครับ (ไม่ได้ rate18+ นะครับ)

ของทุกชิ้น ลิขสิทธิ์แท้หมดครับ





แต่ที่ผมแนะนำจะเป็น กันดั้มยากิ (เหมือนไท้ยากิแต่รูปกันดั้ม)





เนื่องจากฝนตกค่อนข้างหนักกว่าวันอื่น ผมจึงไม่ได้ถ่ายรูปไว้มากสักเท่าไหร่





เห็นแบบนี้ แต่ไส้ทะลักเลยนะครับ ส่วนรสชาด ผมแนะนำว่าต้องลองครับ





อย่างที่บอกว่า ฝนตกมากมาย ผมเลยไม่ได้มีรูปเท่าไหร่ ขอไปแหล่งช้อปสุดท้ายเลยนะครับ ใครจะเชื่อว่า นี่คือสนามบินครับ





ร้านนี้ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนต้องการไปเยี่ยมอย่างแน่นอน





แมวน้ำอย่างเดียว 30+ ช่างน่าอายยิ่งนัก T_T

นี่คือกำลังพลที่ได้มาจาก ญี่ปุ่น นะครับ

นอกจากที่สนามบินฮาเนดะแล้ว ยังมีที่ห้าง La Qua อีกนะครับ





นอกจากแมวน้ำแล้ว ยังมีคิตตี้อีกนะครับ





อยากได้ตัวนี้อะครับ





ก็ทั้งหมด 10 วันในญี่ปุ่น ตอนนี้ก็ยังคงเป็นความทรงจำของพวกเราทั้ง 3 คน และไม่เกิน 5 ปี เราจะต้องไปอีกครั้งแน่นอนครับ





ที่สำคัญ ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนพวกเรามาด้วยนะครับ/คะ ขอบคุณมากครับ/ค่ะ


ติดตามเรื่องราวของเราได้ใหม่นะครับ/คะ

ขอปิดท้ายด้วย ช๊อกโกแลต แทนคำหวานละกันครับ อ้าม.......





## ขอบคุณข้อมูลและภาพสวยๆ จาก :  www.pantip.com/cafe/blueplanet  โดย คุณ Moonlight Sentinel ##


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++






Comment
 



แสดงความเห็น
แสดงความเห็น
(กรุณา Login ก่อน)
  

ลืมรหัสผ่าน คลิกที่นี่

ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิก ที่นี่