ญี่ปุ่นอีกครั้ง...เที่ยววัดแบบชินโต


ทางเดินระเบียงไม้ที่แปรสภาพเป็นสะพาน เป็นความบังเอิญและสอดคล้องที่จากศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ ไทชะ เราสองคนได้ไปเยือน วัดโทฟุคุจิ (Tofuku-ji) จากอุโมงค์ทางเดิน ที่เกิดจากโทรีจำนวนมากเรียงต่อกัน คราวนี้เปลี่ยนบรรยากาศเป็นเดินไปตามทางระเบียงไม้ที่ทำจากต้นซุงขนาดใหญ่บ้าง โทรีนั้นสีส้มแดงฉูดฉาด แต่ทางเดินที่นี่เป็นสีไม้ธรรมชาติ

เริ่มจากต้นทางนั้น เสาของระเบียงไม้ค่อนข้างอยู่ชิดติดกัน ทำให้ช่วงแรก ความสนใจจะมุ่งเน้นไปที่ตัวระเบียงเป็นหลักอิฐและปูนเป็นวัสดุที่น่าน้อยใจของที่นี่ พุทธสถานและศาลเจ้าแต่ละแห่งล้วนใช้ไม้เป็นวัสดุหลักทั้งนั้น และมักไม่แปรสภาพซับซ้อน จากลำต้นที่เคยขึ้นสูงตระหง่านสมัยเป็นต้นไม้เพื่อแตกกิ่งก้านและใบรับแดด เมื่อกลายเป็นเสาค้ำยัน ก็ยังคงรูปทรงดังเดิม ยืนสูงตระหง่านคล้ายสมัยเป็นต้นไม้



ฉันไม่แน่ใจเป็นความตั้งใจของผู้ออกแบบก่อสร้าง หรือเป็นแค่ความบังเอิญ ที่เสาต้นซุงของระเบียงเมื่อแรกเริ่มต้นจะค่อนข้างถี่ ก่อนจะค่อยๆ ทอดระยะห่างออกไป เผยให้เห็นทิวทัศน์แวดล้อมของสถานที่ตั้ง นั่นทำให้ค่อยๆ ลืมไปว่ากำลังเดินอยู่บนทางระเบียง เพราะความสนใจที่แรกอยู่กับระเบียงไม้ ค่อยๆ เบี่ยงเบนไปยังธรรมชาติด้านนอก จังหวะและรูปทรงของไม้ใหญ่ที่ขึ้นในเขตพุทธสถานและศาลเจ้าแต่ละแห่ง ช่างสอดคล้อง ต่อเนื่อง เหมือนตั้งใจ และไม่ตั้งใจอยู่ในที ทำให้เป็นประเด็นที่ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านได้ถกกันทุกที (สิน่า)



“ขึ้นเองโดยธรรมชาติ เพียงแต่ตัดแต่ง เก็บกวาดรอบๆ ให้เรียบร้อยสักหน่อย” ฉันเสนอ

“ไม่มีทาง” เพื่อนร่วมบ้านแย้งด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจหนักแน่น “ปลูกเองทั้งนั้น เพียงแต่ลวงให้เหมือนเป็นธรรมชาติ... อาจจะมีขึ้นเองตามธรรมชาติบ้าง แต่ส่วนใหญ่ปลูกเองทั้งนั้นแหละ”

“จริงเหรอ” ฉันจำได้ว่า กวาดตามองต้นไม้ที่ขึ้นรายล้อมอย่างไม่แน่ใจ กระทั่งเราเดินกันไปจนสุดทางสุดขอบเขตของพื้นที่ของวัดแห่งหนึ่ง

“นั่นไง” เพื่อนร่วมบ้านร้องอย่างมีชัย ชี้ให้ฉันมองแนวต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ด้านนอก ภาพที่เห็นทำให้ต้องยอมรับ คงจะจริงอย่างที่เพื่อนร่วมบ้านว่า พื้นที่นอกเขตวัดออกไป มีไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่น ต้นหญ้าเล็กๆ ด้านล่างขึ้นรุงรัง แม้ประเภทของต้นไม้จะเหมือนๆ กัน แต่จังหวะความสอดคล้อง ถี่ห่างของไม้ใหญ่ต่างจากในเขตวัดอย่างสิ้นเชิง

ความเพลิดเพลินจากการได้เดินชมทิวทัศน์ด้านนอก ได้แลเห็นสายน้ำเล็กๆ ที่ไหลซัดเซาะไปตามฝั่งหินสองด้าน ทำให้แทบไม่รู้ตัวเลยว่า ทางระเบียงไม้ ได้ทอดนำเรียบไปกับโตรกผา แปรสภาพเปลี่ยนเป็น สะพาน ได้เห็นไม้ใหญ่ในระดับที่สูงในระดับเดียวกัน ทำให้คล้ายกับเดินอยู่บนทางเดินลอยฟ้า แม้จะไม่ถึงขนาดทางเดินบนเรือนยอดไม้ก็เถอะ

สิ้นสุดทางเดินระเบียงไม้ ด้านในมีวิหารเล็กๆ แสนเรียบและธรรมดา หากให้ความรู้สึกสงบและนิ่งแก่ผู้มาเยือน เป็นจิตวิญญาณที่ชาวญี่ปุ่นภาคภูมิใจ ใกล้ชิดและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

สะพานสึเต็นเคียว (Tshuten Bridge) ของวัดโทฟุคุจิ มีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะทอดตัวเหนือดงไม้ในหุบธารภายในเขตวัด ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดเดินชมใบเมเปิลเปลี่ยนสีได้สวยที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่ง ณ เวลานั้นอย่าได้คาดหวังว่าจะได้เดินเรื่อยๆ มาเรียงๆ แบบนี้ เพราะทั้งสะพานจะแน่นหนาไปด้วยนักท่องเที่ยว





ใบไม้เปลี่ยนสี



จู่ๆ ฉันก็นึกขึ้นมา ใบไม้ปกติมีสีเขียว เมื่อเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงในช่วงเวลาสั้นๆ จึงเป็นที่ตื่นเต้นนักหนา ลองคิดกลับกัน ถ้าปกติใบไม้มีสีส้มแดง แล้วเปลี่ยนเป็นสีเขียวในช่วงเวลาสั้นๆ ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านคงเป็นที่อิจฉาพิลึก ที่ได้เดินทอดหุ่ยชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีอย่างเชื่องช้า ราวกับสะพานทั้งสะพานเป็นของเราสองคน

พระโพธิสัตว์

สิ่งจูงใจที่ทำให้ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านไปเยือน วัดซังจูซังเง็นโด (Sanjusangen-do) (ออกเสียงยากชะมัด) เป็นภาพวาดคนยิงธนูหน้าวิหารไม้ที่มีขนาดยาวเป็นพิเศษประกอบในหนังสือภาพเล่มเล็ก Must-See in Kyoto ที่เลือกซื้อจากวัดคินคะคุจิ (วัดศาลาทอง)



วัดซังจูซังเง็นโด เป็นวัดที่แปลกสักหน่อย เพราะไม่ได้ตั้งชิดเป็นส่วนหนึ่งกับหุบเขารอบนอกอย่างวัดอื่น ในเกียวโตที่ได้ไปเยือนก่อนหน้านี้ ภาพวาดที่เห็นในหนังสือเล่มเล็กกะทัดรัดจำลองจากงานเทศกาลแข่งขันยิงธนูที่เรียกว่า Toshi-ya เทศกาลนี้มีมาตั้งแต่สมัยดั้งเดิม ก่อนที่จะกลายเป็นงานเทศกาลประจำปีในทุกๆ วันที่ 15 ของเดือนมกราคม ฉันเพิ่งจะสังเกตจากภาพวาดนี่ละว่า คันธนูของญี่ปุ่นดูจะมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ทำให้ท่วงท่าการยืน การเหนี่ยวสายของคนยิงธนูดูสง่างาม ใช้ส่วนสัดของร่างกายอย่างเต็มที่

ทว่าเมื่อได้เข้าไปเยี่ยมชมวัดจริงๆ สิ่งที่ดึงดูดความสนใจไม่ยักใช่พื้นที่ข้างวิหารใหญ่ที่เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลยิงธนู แต่เป็นภายในตัววิหารเอง ที่ด้านในประดิษฐานด้วย รูปปฏิมากรพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา และไม่ได้มีเพียงรูปสองรูป หากมีถึง 1,001 รูป

รู้เรื่องราวของพระโพธิสัตว์น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย คงด้วยนับถือพุทธแบบไทย ๆ ที่เป็นนิกายหินยาน ไม่ได้มีเรื่องราวความเชื่อเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์แบบนิกายมหายาน ที่เน้นเรื่องของการบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ที่ถือกันว่าบุคคลที่จะบรรลุพุทธภูมิ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ จะต้องผ่านการบำเพ็ญบารมี คอยช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้พ้นจากทุกข์ พระโพธิสัตว์จึงเป็นชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้าที่บำเพ็ญบารมีจนสำเร็จ หากปฏิญาณว่า จะยังไม่เสวยชาติเป็นพระพุทธเจ้า จนกว่าจะช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้หลุดพ้นจากทุกข์ภัยเสียก่อน



พระโพธิสัตว์องค์ประธานตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางวิหาร ขนาดใหญ่กว่าองค์อื่น ประทับในท่านั่งบนฐานดอกบัว ขณะที่อีก 1,000 รูปที่เหลือ ประทับยืนบนฐานดอกบัว แถวละ 10 องค์ จากผนังวิหารด้านหนึ่ง ไปจรดผนังวิหารอีกด้านหนึ่ง และทุกองค์นั้นล้วนมีสีทองอร่าม

การเลื่อนไหลของวัฒนธรรม ความเชื่อ แปรไปตามสถานที่ตั้ง ปฏิมากรพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตาที่อยู่เบื้องหน้า มีรูปหน้าที่อิ่มเอิบ คล้ายสตรีเพศ หากเป็นบุรุษ ด้วยมีเส้นเขียนเป็นพระมัตสุเหนือริมฝีปาก ชาวญี่ปุ่นเรียกขานพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตาของพวกเขาว่า พระโพธิสัตว์กวนอิม (Kannon Bodhisattva) หากชาวจีนจะถือว่าเป็นอิสตรี เรียกขานว่า 'พระแม่เจ้ากวนอิม' หรือเจ้าแม่กวนอิมที่เราคุ้นเคยกันนั่นแหละ และสำหรับภาษาสันสกฤตแล้ว นั่นคือพระอวโลกิเตศวรนั่นเอง

ลักษณะเด่นของรูปปฏิมากรของพระอวโลกิเตศวรคือ จำนวนกร เศียร และพระเนตรที่มีจำนวนมากมาย นัยเพื่อช่วยสอดส่องและช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้มากยิ่งขึ้น แสดงถึงความเมตตาที่มีอย่างล้นเหลือ

พระโพธิสัตว์กวนอิมของญี่ปุ่น มีเศียร 11 เศียร พระเนตร 11 คู่ จำนวนกร 1,000 กร แขนจำนวนมากมายขนาดนั้น ทดแทนด้วยสัญลักษณ์ 40 กร และเศียรที่อยู่ด้านบนสุดเป็นเศียรพระพุทธรูปแบบที่เราคุ้นชิน นั่นคือพระอมิตาภะพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าในอดีต) เพราะเชื่อกันว่าพระอวโลกิเตศวรเป็นพระโพธิสัตว์ประจำพระองค์ และตามความเชื่อ พระอมิตาภะพุทธเจ้านี่แหละที่เป็นผู้บันดาลให้พระโพธิสัตว์กวนอิมมีเศียร 11 เศียร และมีกร 1,000 กร เพื่อจะได้ช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้ดังใจ และ...คงจะทันใจด้วยกระมัง

เดินไปเรื่อยๆ ตามทางระเบียงภายในวิหาร นอกจากองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมจำนวนมากที่ชวนตื่นตา สถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นที่เน้นเส้นสายในแนวตรง เนื่องจากใช้หลักการของเสาและคานอวดให้เห็นชัดๆ แล้ว เบื้องหน้าแถวของพระโพธิสัตว์กวนอิม ปรากฏรูปปั้นเทพเจ้าผู้ทำหน้าที่เป็นเสมือนเทพผู้ปกป้องพระโพธิสัตว์ ทั้งสิ้น 28 องค์ ยืนตระหง่าน

มองเผินๆ รูปปั้นเทพเจ้าเหล่านั้นเหมือนเทพเจ้าในวัฒนธรรมความเชื่อของจีน โดยสะท้อนออกทางรูปลักษณ์ อาภรณ์ เครื่องประดับ แต่เมื่อมองชื่อที่ติดอยู่ด้านล่าง จึงรู้ว่าเทพเจ้าเหล่านั้น หลายๆ องค์เป็นเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และบางองค์เป็นอมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ หากทั้งหมดดูห่างเหิน แปลกแยกไปเมื่อปรากฏในรูปแบบศิลปะแบบจีน

Daibenkudoku-ten ไม่คุ้นเลยใช่มั้ย แต่พอเหลือบตาไปอีกนิดใกล้ๆ กัน Lakshmi ลองอ่านออกเสียงดังๆ ...ลักษมี... พระนางลักษมี? ตวัดตาขึ้นมองเหนือฐานรูปปั้น พระนางลักษมี!! เทพีแห่งความงดงาม อุดมสมบูรณ์ เนี่ยนะ... ปกติเคยคุ้นแต่ใบหน้าที่หวานแช่มช้อย นัยน์ตากลมโต และมีจุดแต้มสีแดงบริเวณหน้าผากแบบสาวภารตะ พระหัตถ์ทั้งสองข้างถือดอกบัว แต่เบื้องหน้าพระนางลักษมีกลับสวมใส่อาภรณ์แบบสตรีชาวจีน ใบหน้าสี่เหลี่ยมอิ่มเอิบ นัยน์ตาสองข้างหลุบต่ำมองเบื้องล่าง แทบไม่มีเค้าที่เหมือนกันเลย ระหว่างพระนางลักษมีแบบอินเดียกับจีน เว้นสิ่งเดียวคือรูปร่างของพระนางที่ท้วมนิดๆ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์

ในเมื่อมีพระนางลักษมีแล้ว ย่อมไม่แปลกที่จะมีพระนารายณ์ ในเมื่อพระนารายณ์อวตารไปที่ใด พระนางลักษมีย่อมอวตารตามไปเป็นพระชายาด้วยทุกครั้ง Naraen-kengo.....Narayana พระนารายณ์ เทพเจ้าผู้ปราบมาร อยู่ในท่วงท่าที่ดุดัน ท่อนบนที่เปลือยให้เห็นมัดกล้ามเป็นมัดๆ ดูแข็งแรงและแข็งแกร่ง น่าเกรงขาม (พวกผู้ชายอาจจะอิจฉา six pack ของท่านก็เป็นได้)

นอกเหนือจากพระนางลักษมี และพระนารายณ์ ยังมี ท้าวธตรัฐ (Toho-Ten....Dhatarastra) เทพเจ้าประจำทิศตะวันออก ท้าววิรูปักษ์ (Birubakusha...Virupaksa) เทพเจ้าประจำทิศตะวันตก ทั้งสององค์เป็นสองในท้าวจตุโลกบาล ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้คุ้มครองศาสนาและโลกทั้งสี่ทิศ ฉันไม่แน่ใจว่ามีครบถ้วนทั้ง 4 องค์หรือไม่ แต่ไม่เห็นท้าววิรุฬหก-เทพเจ้าประจำทิศใต้ กับท้าวกุเวร-เทพเจ้าประจำทิศเหนือ แต่น่าจะมีครบทั้งสี่องค์ เป็นไปได้ว่า ฉันอ่านภาษาสันสกฤตที่เขียนเป็นอักษรโรมันไม่เข้าใจ

นอกเหนือจากเทพ แล้วก็มี อสูร (Ashura... Asura) ผู้มักต่อกรกับเทพเจ้าเสมอ อสูรที่นี่มีสี่หน้า และสี่กรใบหน้าดุดัน มีเทพ มีอสูร แล้วต่อไปเป็น อมนุษย์ อมนุษย์ที่ดูง่าย ไม่ต้องอ่านภาษาสันสกฤตที่เขียนเป็นอักษรโรมันก็พอเดาได้ คือ ครุฑ เพราะใบหน้าจะมีจะงอยปากแหลม ๆ และมีปีกกางออกด้านหลัง ยืนเป่าขลุ่ย เห็นปุ๊บรู้ทันทีว่าครุฑแน่นอน เมื่อมองอักษรโรมันด้านล่าง เขียนไว้ว่า Garuda...เป็นการยืนยันว่าไม่พลาด ครุฑจริงๆ ด้วย

นอกจากครุฑก็มี มโหราค (Mahoraga) เจ้าแห่งงูที่ยืนดีดพิณอยู่ และ กินนร (Kinnara) อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งนกเพศชายสะพายกลองสองหน้าอยู่ด้านหน้า เทพเจ้า 28 องค์ ยังเพิ่มด้วยเทพอีกสององค์คือ เทพเจ้าแห่งลม และ เทพเจ้าแห่งฝน ภาษาสันสกฤตเขียนกำกับไว้ด้วยอักษรโรมัน Vayu...วายุ Varuna....วรุณ พอเดินพ้นวิหารใหญ่ออกมา ลืมเรื่องการยิงธนูไปได้เลย ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องของเทพเจ้าฮินดูกับพราหมณ์ที่แผ่อิทธิพลมาถึงยังญี่ปุ่น


ขอบคุณข้อมูลจาก





Comment
 



แสดงความเห็น
แสดงความเห็น
(กรุณา Login ก่อน)
  

ลืมรหัสผ่าน คลิกที่นี่

ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิก ที่นี่