บรรยากาศริมทางกับ...เส้นทางสายปรัชญา


จากวัดศาลาเงิน เราจะเริ่มเดินไปตามเส้นทางสายปรัชญา เส้นทางสายปรัชญา ฟังชื่อดูโก้หร่านไม่เบา แต่จริงๆ แล้วเป็นทางเดินเล็กๆ ที่เลียบไปกับคลองเก่า ในแผนที่เขาเรียกแบบนั้น...old canal แต่สำหรับฉันแล้วเมื่อแรกเห็นฉันว่าเหมือนคลองชลประทานบ้านเรามากกว่า

เส้นทางสายปรัชญาเป็นการเรียกขานของนักวิชาการท้องถิ่น เพราะเป็นทางเดินที่ ศาสตราจารย์ Kitaro Nishida ศาสตราจารย์สาขาวิชาปรัชญาชื่อดังของมหาวิทยาลัยเกียวโตที่เปรียบเสมือนบิดาผู้ก่อตั้งสถาบันปรัชญาในเกียวโต ใช้เดินทุกวันระหว่างทำงานวิจัย โดยเริ่มต้นจาก วัดกินคาคุจิ กระทั่งไปสิ้นสุดที่ศาลเจ้า Nyokuoji





ไม่ได้รอบรู้จากไหน บังเอิญริมทางเดิน หน้าบ้านหลังเล็กสองชั้นที่ดูเก๋อยู่ในตัว มีแผ่นป้ายไม้อธิบายถึงความเป็นมาของเส้นทางสายนี้ เพียงแต่เสียดายที่ผิวไม้ที่ฉาบด้านหน้าหลุดลอก ทำให้ข้อความบนแผ่นป้ายบางช่วงเลือนหาย ข้อมูลที่ได้จึงไม่ครบถ้วน แค่พอสังเขปเท่านั้น

ว่ากันว่า ในช่วงที่ ดอกซากุระบานสะพรั่ง เส้นทางสายแคบๆ นี้เป็นที่นิยมยิ่งนัก เป็นเส้นทางเดินชมดอกไม้บานที่สวยมากๆ เส้นทางหนึ่ง แต่ในห้วงฤดูร้อนแบบนี้ ยอมรับว่าฉันดูไม่ออกจริงๆ ว่าต้นไม้ริมทางต้นไหนบ้างที่เป็นต้นซากุระ ทำให้จินตนาการไม่ออกว่ายามซากุระพร้อมใจกันบานสะพรั่งเต็มต้นแล้วเส้นทางสายนี้จะเป็นอย่างไร

กระนั้นก็ยังรู้สึกนิยมเส้นทางสายนี้ เป็นทางเดินเล็กๆ ที่ร่มรื่น เงียบสงบ และมีความเป็นธรรมชาติเอามากๆ ไม่มีฝีมือล้นๆ มาแต่งเติม เพื่อที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เป็นพิเศษ อาจมีร้านขายของซุกแทรกอยู่บ้าง แต่ร้านค้าเหล่านั้น ก็กลมกลืนไปกับบรรยากาศ จนไม่เกิดความรู้สึกว่าแปลกปลอมหรือแปลกแยก

เส้นทางสายนี้เรียบขนานไปกับคลองเก่าไปตลอดเส้นทาง บริเวณต้นทาง มีคนเอาตุ๊กตาหมีน่ารักสองตัว ดูท่าน่าจะเป็นคู่ซี้ต่างขนาด ตัวหนึ่งใหญ่ อีกตัวหนึ่งเล็ก นั่งตกปลาเคียงข้างกัน แล้วทำเป็นเล่นไป ลองชะโงกไปดูน้ำในคลอง สายน้ำในนั้นใสแน่ว... และมีปลาแหวกว่ายอยู่จริงๆ เสียด้วย เป็นปลาตัวเบ้อเริ่ม ใหญ่เท่าแขน คล้ายพวกปลานิล ปลาหมอ พวกปลาที่นำมาทอดกินได้แบบนั้น





ระหว่างทางมีม้านั่งวางเป็นระยะ อย่างนี้เข้าทางเลย ได้เวลากลางวันพอดิบพอดี ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านฉวยโอกาสกินกลางวันกันริมทางสายปรัชญานี่แหละ ข้าวเหนียวไทย คู่กับปลาญี่ปุ่นที่ซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ต ในยามหิว เข้ากันได้ไม่เลวทีเดียว แถมยังได้เก็บไว้เป็นความทรงจำพอครึ้มๆ ว่า ครั้งหนึ่ง ได้เคยนั่งกินข้าวกลางวันแกล้มบรรยากาศริมทางที่เรียกว่า ...เส้นทางสายปรัชญา

ศาลเจ้าคามิกาโม (Kamigamo) เป็นสถานที่สุดท้ายในการเที่ยวชม วัด วัด และศาลเจ้าในเกียวโต





ความน่าสนใจของศาลเจ้าคามิกาโมในหนังสือ must-see in Kyoto อยู่ที่ ภาพการแข่งขันซูโม่เด็ก ที่จัดขึ้นหน้าวิหาร ประสมกับคำอธิบายที่ว่าไว้ว่า ...เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในเกียวโต ว่าไปแล้วก็แปลก สถานที่เที่ยวนี่ไม่ยักเหมือนคนที่ยิ่งแก่ยิ่งอยากเอาตัวออกหาก แต่พอเป็นสถานที่ยิ่งแก่กลับยิ่งเก๋า ยิ่งดึงดูด เลยไม่รู้ว่าระหว่างซูโม่ตัวอ้วนกลม กับความเก่าแก่ของสถานที่ สิ่งไหนดึงดูดกว่ากัน หรือบังเอิญเป็นเคมีที่ลงตัวก็ไม่รู้ ที่ทำให้ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านไปยืนอยู่ตรงด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้าจนได้

ด้านหน้าตรงบริเวณทางเข้า มีป้ายเขียนอวดโอ่ไว้ว่าที่นี่เป็นมรดกโลก เมื่อเข้าไปด้านใน บริเวณหน้าวิหารแรกที่เจอเป็นพื้นทราย มีกองทรายพูนขึ้นเป็น ทรงกรวยปลายแหลม สองกอง อยู่คนละด้าน ลักษณะเหมือนภาพที่ปรากฏในหนังสือ ต่างกันแต่ไม่มีการจัดการแข่งขันซูโม่ และบริเวณขอบพื้นทราย มีเพียงหญิงวัยกลางคนที่กำลังก้มๆ เงยๆ ตรวจดูความเรียบร้อยของพื้นทรายเท่านั้น

กองทรายที่พูนขึ้นของที่นี่ไม่ได้มีเจตนาที่จะสะท้อนแสงจันทร์แบบที่วัดศาลาเงิน แต่เป็นทรายที่พูนขึ้นไว้โปรยปราย ยามมีบุคคลสำคัญเข้ามาสวดภาวนาขอพรในศาลเจ้า วิหารภายในศาลเจ้า สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ แต่ต้องเสียเงินค่าเข้าชมสถานที่ พระประจำศาลเจ้าเป็นผู้นำเราเข้าไปชมข้างใน แต่น่าเสียดายที่ท่านอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างอย่างรัวเร็วด้วยภาษาญี่ปุ่น โดยไม่สนใจเราสองคนที่มีอาการไม่เข้าใจสักนิด นอกจาก วิธีการตบมือสามครั้งก่อนโค้งคำนับ อันเป็นวิธีการทั่วไปในการสวดภาวนาขอพรจากเทพเจ้า

หลังจากชมภายในเรียบร้อย ท่านได้นำพาเราสองคนไปยังห้องแสดงงานเล็กๆ ที่อยู่ด้านนอก ปล่อยเราไว้กับเจ้าหน้าที่ประจำห้อง ภายในห้องแห่งนั้นแสดงภาพงานเทศกาลสำคัญที่จัดโดยศาลเจ้าแห่งนี้ มีทั้งงานเทศกาลแข่งม้า และงานแข่งขันซูโม่เด็ก รวมถึงภาพวาดตามแบบศิลปะญี่ปุ่นที่วางแสดงผสมอยู่ด้วย

ศาลเจ้าแห่งนี้แม้ไม่มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นน่าสนใจ เช่นโทรีจำนวนมาก หรือลานทรายที่น่าทึ่ง แต่ ความสงบร่มรื่นของสถานที่ และ เสียงสายน้ำที่ไหลรินแผ่วๆ ให้ได้ยิน ก่อให้เกิดความสงบภายในจิตใจ “วัตถุทุกอย่างในธรรมชาติล้วนมีวิญญาณสิงสถิตอยู่ ภูเขา ต้นไม้ แม่น้ำ ทุ่งนา ท้องทะเล และสัตว์ ล้วนแล้วเป็นเทพเจ้าได้ทั้งสิ้น” ดังนั้นสรรพสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาไม่ควรที่จะเด่นข่มธรรมชาติ หากควรที่จะอิงแอบและเป็นหนึ่งเดียวกัน

ขณะเดินออกมาจากศาลเจ้า สวนทางกับคนไทยที่เป็นนักศึกษาเรียนอยู่ที่โตเกียวมาเที่ยวกับเพื่อนที่เป็นชาวญี่ปุ่น ขณะที่เรามาเยือนที่นี่เป็นสถานที่สุดท้ายก่อนลาจากเกียวโต สำหรับเขาที่นี่เป็นสถานที่แรกในเกียวโตที่เพื่อนของเขาเลือกที่จะพามาเยือน ก็อย่างที่ในหนังสือ must see in Kyoto ว่าไว้ ที่นี่เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในเกียวโต และสถานที่เที่ยว ยิ่งแก่ ยิ่งเก๋า ยิ่งดึงดูดยังไงละ (เชื่อฉันสิ)


ขอบคุณข้อมูลจาก





Comment
 



แสดงความเห็น
แสดงความเห็น
(กรุณา Login ก่อน)
  

ลืมรหัสผ่าน คลิกที่นี่

ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิก ที่นี่