Follow Us

Share

ย้อนยุคสมัยเอโดะ ณ อะซะคุซะ


อะซะคุซะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในยุค เอโดะ ที่รุ่งเรือง อะซะคุซะ (Asakusa) ถือเป็นแหล่งบันเทิงของเหล่าชาวเอโดะทั้งหลาย แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์และยุคสมัย แต่บรรยากาศของอะซะคุซะ ก็ยังคงยังกรุ่นกลิ่นอายของความบันเทิงเริงใจ จากสมัยเอโดะสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน



เอโดะ คือชื่อเรียกของเมืองโตเกียวในอดีต ยุคสมัยเอโดะ เริ่มขึ้นเมื่อปี คศ. 1603 เมื่อ โตกุกาวา อิเอะยะสึ ก้าวขึ้นเป็นโชกุน และเปิดรัฐบาลเอโดะขึ้นมา ยุคเอโดะนับเป็นยุคทองแห่งความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม ที่แสดงออกถึงความเป็นญี่ปุ่นที่สำคัญอีกช่วงหนึ่ง เมื่อบ้านเมืองไร้ศึกสงครามทั้งภายในและภายนอก ศิลปะและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นแขนงต่าง ๆ ก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ยกตัวอย่างเช่นการแสดงละคร คาบูกิ การแสดงที่มีฉากและการแต่งกายอันอลังการ ใช้นักแสดงชายล้วน แสดงตามแบบแผนอันเข้มงวดแต่สง่างาม ได้รับความชื่นชอบและสนับสนุนจากเหล่านักรบซามูไรเป็นอย่างดี การแต่งกายในชุด กิโมโน อันสวยงามอย่างที่เห็นในปัจจุบัน หรืออาหารที่เป็นเอกลักษณ์โด่งดังไปทั่วโลกอย่าง ซูชิ ก็ล้วนแต่พัฒนาขึ้นในสมัยเอโดะทั้งสิ้น ยุคสมัยเอโดะอยู่ยาวนานมา 264 ปี จนมาสิ้นสุดในปี ค.ศ. 1867 เพราะมีการแทรกแซงจากต่างชาติ ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเป็นสมัย เมจิ (ค.ศ.1868-1912) ที่เปิดรับวัฒนธรรมจากทางตะวันตก ในเวลาต่อมา





มาถึงยุคของ โตกุกาวา อิเอมิทสึ ผู้เป็นหลานของ อิเอยาสึ เริ่มมีมิชชันนารีต่างชาติเข้ามาเผยแผ่ศาสนา รัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนั้นจึงกำหนดให้เกาะเล็กๆ ของเมืองนางาซากิทางตอนใต้ของญี่ปุ่น กันไว้สำหรับเป็นเขตค้าขายกับคนต่างชาติ เช่น ฮอลแลนด์ โปรตุเกส หรือจีน แม้ชื่อ "เอโดะ" แปลได้ว่า “เมืองปากน้ำ” แต่ก็มิได้มีการติดต่อกับชาวต่างชาติ แทบจะเรียกได้ว่ายุคเอโดะเป็นช่วงปิดประเทศของญี่ปุ่น จุดเปลี่ยนที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องเปิดประเทศก็เพราะถูกเรือรบสีดำจากสหรัฐ อเมริกา หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า คุโระฟุเนะ นำโดยนายพลแพรี่ นำปืนใหญ่บนเรือมาจ่อที่ปากอ่าว เรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่น ทำสนธิสัญญาค้าขาย

ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับฝ่ายเจ้าของประเทศ เรือรบสีดำมาจอดขู่ทั้งที่เมืองโตเกียว ใกล้กับสถานที่ที่เรียกว่า โอไดบะในปัจจุบันซึ่งไม่ไกลจากเขตอะซะคุซะเท่าไร และเรือยังไปจอดขู่ที่ โยโกซึกะในเขตเมืองท่าโยโกฮามา ซึ่งเขตโยโกซึกะ ได้กลายเป็นที่ตั้งของกองทัพเรือญี่ปุ่นในเวลาต่อมา

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พร้อมๆ ไปกับการต่อสู้กับเรือรบต่างชาติ เกิดการต่อสู้ระหว่างเหล่าซามูไรผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการเปิดประเทศ แต่ในที่สุดรัฐบาลทหารระบบโชกุนและระบบซามูไรก็ถูกล้มล้าง มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้น เริ่มต้นยุคสมัยของจักรพรรดิเมจิในปี ค.ศ. 1868 และเชิญจักรพรรดิจากที่เคยประทับอยู่ที่เมืองหลวงเก่า เกียวโต อันมีความหมายว่า เมืองหลวงฝั่งตะวันตก มาประทับยังเมืองหลวงใหม่พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเมืองจาก เอโดะ เป็นเมือง โตเกียว อันมีความหมายว่า เมืองหลวงฝั่งตะวันออก





ในสมัยเมจิเริ่มตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1868 เกิดการไหลบ่าของวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา ซึ่งที่เมืองไทยที่ก็เกิดเหตุการณ์ในทำนองเดียวกัน อันตรงกับสมัยของรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วัฒนธรรมและสิ่งสาธารณูปโภคหลายอย่างจากประเทศฝั่งตะวันตกไหลหลั่งเข้าสู่ ทั้งไทยและญี่ปุ่นในเวลาใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็น การไปรษณีย์ การรถไฟ วัฒนธรรมการแต่งกาย ที่อยู่อาศัย สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ รวมไปถึงอาหารการกิน

เขตอะซะคุซะ จึงมีบาร์แบบตะวันตกแห่งแรกเปิดขึ้นในญี่ปุ่นชื่อ คามิยะบาร์ (www.kamiya-bar.com) เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880 ตรงกับสมัยเมจิ ที่ 13 ตั้งอยู่อาคารเลขที่ 1 ตรงหัวมุมถนน ใกล้กับวัดเซนโซจิ ที่มีประตูคามินาริมอน ห้อยโคมยักษ์สีแดงอันเป็นสัญลักษณ์ที่นักท่องเที่ยวคุ้นตากันเป็นอย่างดี ในครั้งแรกเราเดินผ่านร้านตรงหัวมุมไปเฉย ๆ ด้วยไม่รู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การมาอะซะคุซะในครั้งที่สอง

เราได้รับคำแนะนำจากคุณลุงคนญี่ปุ่นว่า ให้ลองแวะไปที่ คามิยะบาร์ ตรงหัวมุมถนนดู แล้วจะได้สัมผัสบรรยากาศของบาร์ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น เมื่อลองมานั่งนับนิ้วว่าร้านนี้เปิดมานานแค่ไหน ก็นับได้ว่าเขาเปิดให้บริการมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 129 ปี แม้รูปแบบของอาคารจะเปลี่ยนแปลงไปจากยุคแรก แต่สถานที่ บรรยากาศ และอาหาร ยังคงเอกลักษณ์แบบเดิมๆ

คามิยะบาร์ มีทั้งหมด 3 ชั้น ด้านบนสุดตกแต่งเป็นร้านอาหารแบบญี่ปุ่น ชั้นสองเขียนชื่อไว้ว่าเป็น เรสทัวรองต์คามิยะ เปิดช่วงกลางวัน ชั้นล่างสุดเปิดเป็นบาร์ตอนกลางคืน เมื่อก้าวเท้าเข้าไปเราเหมือนกับหลุดไปอีกยุคหนึ่ง



ในร้านเหมือนอบอวลไปหมอกแห่งอดีตสีน้ำตาลจางๆ มีเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังอยู่ในบรรยากาศ มีทั้งคนญี่ปุ่นและคนต่างชาตินั่งกินดื่มกันอยู่ บริกรใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยเสื้อกั๊กสีดำและผูกหูกระต่าย เดินให้บริการตามโต๊ะต่าง ๆ การสั่งอาหารเป็นระบบจ่ายก่อนแล้วอาหารจะตามมา เราสามารถไปชี้เมนูตัวอย่างต่าง ๆ ที่ตู้หน้าร้านแล้วจ่ายเงินที่แคชเชียร์ จากนั้นยื่นคูปองส่วนแรกให้พนักงานและนั่งรออาหารที่จะนำมาเสิร์ฟตามโต๊ะ

เครื่องดื่มแก้วแรกที่บริกรนำมาเสิร์ฟ คือ Denki Bran เป็นเครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงที่สุดของคามิยะบาร์ แปลชื่อตรงตัวคือ บรั่นดีที่ทำจากไฟฟ้า เนื่องด้วยในยุคนั้นญี่ปุ่นยังไม่มีบรั่นดีกลั่น ที่นี่จึงมีการคิดค้นเครื่องดื่มที่รสชาติเหมือนบรั่นดี ที่มีกระบวนการทำจากไฟฟ้าขึ้นมา และได้รับความนิยมจากลูกค้าต่อเนื่องมา แม้ปัจจุบันมีบรั่นดีเข้ามาขายแล้ว แต่ เด็งคิ บะรัน ก็ยังคงเป็นเครื่องดื่มในตำนานของคามิยะบาร์เช่นเดิม รสชาติเด็งคิบะรันจิบเข้าไปแล้วก็คล้ายๆ กับบรั่นดีจริงๆ นุ่มแต่แรง แค่แก้วเล็กๆ ก็หน้าแดงได้

ส่วนอาหารที่บริการ เหมาะสำหรับกินแกล้มเครื่องดื่มมึนเมาต่าง ๆ มีทั้งอาหารญี่ปุ่นและอาหารญี่ปุ่นที่ดัดแปลงมาจากอาหารตะวันตก เน้นไปทางอาหารทอด ๆ ย่าง ๆ อย่างที่สั่งมา เช่น ทาโกะโนะสไปซี่อาเกะ หนวดหมึกยักษ์คลุกผงสไปซี่ทอด เคี้ยวหนุบหนับ รสชาติเผ็ดปะแล่ม ๆ กินตอนทอดร้อน ๆ เคี้ยวเพลินดี หรือ ยากิโทริ ไก่ย่างแบบญี่ปุ่น หนึ่งจานใส่มาสามไม้กำลังดี อร่อยตามมาตรฐานญี่ปุ่น

อีกหนึ่งรายการแนะนำได้แก่ คานิโครอกเกะ คำว่า โครอกเกะ (korokke) มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า croquette ปกติจะผสมเนื้อบดกับมันฝรั่งบดและเครื่องปรุงรส ชุบแป้งขนมปังป่นแล้วนำไปทอด ส่วนความพิเศษของโครอกเกะที่นี่คือ ใส่เนื้อปูผสมลงไปด้วย กัดเข้าไปคำแรกก็พบกับมันบดร้อนๆ เนื้อละเอียดเนียนลิ้น เนื้อปูนั้นคงบดละเอียดผสมปนไป อร่อยและร้อนดี

เมียวกะ เทมปุระ เมียวกะเป็นผักประจำฤดูร้อนของญี่ปุ่น ดอกสีออกม่วงๆ กลีบซ้อนกันเป็นดอกคล้ายกับดอกของพืชที่งอกออกมาจากหัวอย่างขิงหรือข่า นิยมนำดอกมาทำเป็นเทมปุระ หรือชุบแป้งทอดกิน บ้างก็ดองเก็บไว้กินนานๆ หนนี้นำเมียวกะมาทอดแบบเทมปุระ สำหรับเมนูเทมปุระนั้นคงเป็นรายการอาหารญี่ปุ่นที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย ทำจากอาหารทะเลหรือผัก ชุบแป้งสาลีผสมไข่ไก่และน้ำ ทอดในน้ำมันร้อน แต่ความจริงเทมปุระเป็นสูตรอาหารจากโปรตุเกสที่เข้ามาเผยแพร่ที่ญี่ปุ่น เมื่อนานมากแล้ว ฟังแล้วคล้ายกับที่มาของทองหยอด ทองหยิบ ที่กลายเป็นขนมไทยประจำสำรับประจำงานบุญของไทย

เราดื่มด่ำและซึมซาบกับคามิยะบาร์หมดไปหลายแก้วและหลายจาน ดึกดื่นก่อนรถไฟเที่ยวสุดท้ายจะหมด ได้เวลาออกจากคามิยะบาร์ เราเดินไปส่งเพื่อนสาวญี่ปุ่นที่บ้านอยู่เลยไปอีก 2-3 สถานี จากอะซะคุซะที่สถานีรถไฟ เดินลงไปสถานีด้านล่างก็พบมุมที่กั้นด้วยกระจก แสดง มิโคชิ ศาลเจ้าจำลองที่ใช้สำหรับแห่ใน ซันจะ มัทสึริ (Sanja matsuri) งานเทศกาลประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของอะซะคุซะ

ถ้าเป็นช่วงงานเทศกาลคงยากที่จะได้ชมอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ยิ่งดูก็ยิ่งเห็นรายละเอียดที่งดงามของฝีมือช่างชาวญี่ปุ่น แต่ถ้าใครอยากมาร่วมงานเทศกาลนี้ คงต้องมาในเดือนพฤษภาคม และจะได้สนุกกับคนมหาศาลที่หลั่งไหลกันมาร่วมงานแห่ศาลเจ้า

ขาเดินกลับมาโรงแรม แวะเข้าไปชื่นชมกับบรรยากาศยามกลางคืนอันเงียบสงัดของ วัดเซนโซจิ บรรยากาศช่างแตกต่างไปจากตอนกลางวัน ที่บริเวณรอบวัดคึกคักไปด้วยร้านขายของแบบญี่ปุ่น ๆ อยู่ตลอดสองข้างทาง ทางเดินเข้าวัดบนถนนนากามิเสะ และเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชม นมัสการ "คันนอน" หรือเจ้าแม่กวนอิมในวัด ควันแห่งความโชคดีในกระถางธูปขนาดใหญ่หน้าทางเดิน ดับลงและจะจุดขึ้นใหม่ในวันรุ่งขึ้นหมุนเวียนไปเช่นนี้ สีแดงเข้มของสถาปัตยกรรมในวัดเจือด้วยความมืดของค่ำคืน

จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้ ความสนุกสนานคึกคักก็จะกลับมาเยือนเมืองแห่งอดีต เสน่ห์ที่ไม่เคยจางหายตามกาลเวลาของอะซะคุซะ ดึงดูดให้นักเดินทางทั้งหลายกลับมาเยือนครั้งแล้วครั้งเล่า คล้ายกับทุกวัน เหมือนเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา...



ขอบคุณข้อมูลจาก





Comment
 



แสดงความเห็น
แสดงความเห็น
(กรุณา Login ก่อน)
  

ลืมรหัสผ่าน คลิกที่นี่

ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิก ที่นี่