ตะลุยแดนกีวี พิชิตยอดเขาอีเดน


คนทั่วไปบอกว่านิวซีแลนด์คล้ายกับสวิตเซอร์แลนด์เลย คนที่เคยไปสวิสมาแล้วอาจจะบอกว่าเหมือนหรือคล้ายกันเลย คือธรรมชาติที่สวยงาม รวมทั้งผู้คนก็รักและดูแลธรรมชาติ

กีวี คือ ชื่อเล่นที่เรียกแทนคนนิวซีแลนด์และเป็นที่ชื่นชอบ มาจากนกกีวีที่มีแห่งเดียวในโลกใกล้สูญพันธุ์แล้ว “กีวี” ตัวเท่าแม่ไก่และออกหากินตอนกลางคืนเท่านั้น ที่นี่จึงสร้างบ้านกีวีสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้ชมนกกีวีตัวเป็นๆ เป็นสถานที่ที่ทำให้เหมือนกลางคืน และมีนกกีวีอาศัยอยู่

นิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่เหมาะสำหรับขับรถท่องเที่ยว เพราะประเทศเราก็มีระบบการขับรถเหมือนกัน แต่นิสัยของคนไทยที่จะเดินทางท่องเที่ยวทางรถยนต์ต้องศึกษาอย่างละเอียด ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม. แต่ในเมือง 50กม./ชม. สำหรับ ผู้จะเดินทางขับรถเที่ยวเอง ต้องหาข้อมูลเรื่องระเบียบการใช้รถใช้ถนนที่นิวซีแลนด์ และมีใบขับขี่สากล





นั่งรถบัสชม เมืองโอ๊คแลนด์ (Auckland) ที่ได้ชื่อว่ามีประชากรหนาแน่นที่สุดจำนวนล้านกว่าคนทั้งที่ไม่ใช่เมืองหลวง เวลลิงตัน (Wellington) เป็นเมืองหลวงมีประชากรไม่ถึง 7 แสนคน ทั้งสองเมืองนี้รวมกันมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่ากรุงเทพมหานครหลายเท่านัก จึงไม่น่าแปลกว่า กทม. ทำไมถึงได้แออัดนัก

นั่งรถชมเมืองโอ๊คแลนด์ ผ่านถนนควีนศูนย์กลางการเงิน มองเห็นท่าเรือริมอ่าวที่มีเรือจอดหลายร้อยลำ ได้เห็น Auckland Tower สัญลักษณ์ของเมืองนี้ ก่อนจะเดินทางต่อไปมุ่งหน้าสู่

ยอดเขาอีเดน เพื่อชมพื้นที่ที่เคยเป็นภูเขาไฟมอดไปแล้ว และ อุดมสมบูรณ์มีหญ้าเขียวสวยงามทิ้งไว้แต่เพียงหลุมกว้างๆ ที่เป็นร่องรอยของปากปล่องภูเขาไฟเท่านั้น วิวทิวทัศน์ตรงยอดเขาอีเดนถึงจะเรียกว่ายอดเขา แต่ความสูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 196 เมตร ที่เกาะเหนือนี้อากาศยังไม่หนาวเย็นมาก บนยอดเขาอีเดนลมแรงจะได้สัมผัสความเย็น ก่อนมุ่งหน้าสู่เกาะใต้เพื่อไปสัมผัสความเย็นจริงๆ





จากคืนนี้ไปนอนค้างที่ เมือง โรโตรัว (Rotorua) ชมโชว์การแสดงแบบชนเผ่าเมารี ที่มีเอกลักษณ์ของความเป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่ในประเทศที่สวยงามนี้มา ก่อนกัปตันฮุก ชนเผ่าเมารีจะมีการทักทายเพื่อแสดงการต้อนรับผู้มาเยือนด้วยการใช้ “จมูกชนจมูก” การเบือนหน้าหนีจึงเท่ากับไม่ให้เกียรติ





การแสดงของชนเผ่าเมารีแสดงความแข็งแกร่ง แข็งแรงของผู้ชายชนพื้นเมืองที่เป็นผู้นำ แม้เสียงเพลงที่ร้องรำก็ก้องกังวาน การแสดงท่าทางที่หนักแน่นจริงจัง ผู้ชายที่มีหน้าที่ล่าสัตว์เพื่อใช้เป็นอาหาร แกะสลักไม้ ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่หุงหาอาหารทอผ้า

งานเหล่านี้ก็แยกแยะกันอย่างชัดเจน และยังได้ชมการแสดงการสวัสดีด้วยการแลบลิ้น ส่วนการแสดงของผู้หญิงที่สวยงามและอ่อนหวานตามแบบฉบับเมารีพื้นเมือง การหมุนลูกกลมๆ เหมือนกระดาษเบาๆ ไปมา และทำให้หยุดอยู่ในมือจับได้ตามจังหวะของดนตรี ขณะที่ร้องรำทำเพลงนั้น ช่างเป็นช่วงหนึ่งที่น่าจดจำ

เมารี แบ่งเป็น 45 ชนเผ่าเมารีที่มีการลงนามในสนธิสัญญาสงบสุขภายหลังการเข้ามาของคนขาวในดิน แดนนี้เมื่อปี 1840 กว่าที่ประเทศจะสงบสุขจริงๆ ในปี 1865 และอีกสองปีจากนั้น ชนเผ่าเมารีจึงมีสิทธิมีเสียงในการเลือกตั้งลงคะแนนได้ และในปี 1893 ประชากรผู้หญิงก็มีสิทธิเลือกตั้งได้ ตามคำบอกเล่า ประเทศนี้เฟื่องฟูและร่ำรวยขึ้นเมื่อมีการผลิตตู้เย็นได้ ทำให้สามารถส่งขายเนื้อแกะไปยังต่างประเทศ


ขอบคุณข้อมูลจาก





Comment
 



แสดงความเห็น
แสดงความเห็น
(กรุณา Login ก่อน)
  

ลืมรหัสผ่าน คลิกที่นี่

ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิก ที่นี่