England ตอนที่ 3 สัญลักษณ์แห่ง 'ลอนดอน'
สัปดาห์นี้เรายังคงอยู่ในประเทศอังกฤษ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราพาผู้อ่านทุกท่านไปท่องเที่ยวกันที่เมืองมรดกโลกอย่างเมืองบาท (Bath) เราได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เข้ากับประวัติศาสตร์อย่างลงตัว จนทำให้เมืองบาทกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเมืองหนึ่งของอังกฤษ และเมื่อพูดถึงเมืองที่สำคัญของประเทศนี้ เชื่อเหลือเกินว่า “ลอนดอน” จะต้องเป็นเมืองที่ไม่มีใครปฏิเสธ เอาเป็นว่าในวันนี้เราจะพาไปรู้จักเมืองนี้ รวมไปถึงสัญลักษณ์ที่ผู้คนมักกล่าวถึงเมื่อมาเยือนที่นี่
“
กรุงลอนดอน” เป็นเมืองหลวงของประเทศอังกฤษและสหราชอาณาจักร มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบ มีอาณาเขตประมาณ 1,600 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 7.5 ล้านคน ซึ่งแบ่งออกเป็นฝั่งเหนือและฝั่งใต้โดยใช้แม่น้ำเทมส์ แม่น้ำสายสำคัญของที่นี่เป็นตัวแบ่ง
ด้วยการที่ลอนดอนเป็นเมืองใหญ่ มีประชากรจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ ทำให้ประชากรมีความหลากหลายทั้งทางด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม ศาสนา และภาษา ซึ่งประมาณกันว่าภาษาที่ใช้สื่อสารมีมากกว่า 300 ภาษา
สำหรับชื่อ “
ลอนดอน” นั้นนักประวัติศาสตร์คาดกันว่าน่าจะมาจากยุคสมัยที่โรมันได้แผ่ขยายอำนาจเข้ามาปกครองเมื่อปี ค.ศ. 43 โดยตั้งชื่อให้ว่า “
ลอนดิเนียม (Londinium)” และได้เพี้ยนจนกลายมาเป็นชื่อ “ลอนดอน” ซึ่งหลังจากโรมันถอนทัพออกไปลอนดอนกลายเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในอังกฤษ รวมทั้งยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรปอีกด้วย
ที่นี่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญทางธุรกิจ การเมือง วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของโลก เป็นผู้นำด้านการเงิน การเมือง การสื่อสาร การบันเทิง แฟชั่น ศิลปะ และเป็นที่ยอมรับว่ามีอิทธิพลไปทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่จะเป็นศูนย์รวมในด้านต่างๆ นั้น ในอดีตลอนดอนเคยประสบภัยพิบัติมากมาย
ยกตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. 1665 เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ ซึ่งได้คร่าชีวิตชาวลอนดอนไปกว่า 1 แสนคน และหลังจากนั้น 1 ปี คือในปี ค.ศ. 1666 ลอนดอนประสบอัคคีภัยครั้งใหญ่ โดยเกิดเพลิงไหม้นานถึง 5 วันเต็ม เผาผลาญอาคารไปมากกว่า 1.3 หมื่นหลังคาเรือน จากเหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้ผู้คนเชื่อว่าเลข 666 เป็นเลขแห่งความโชคร้าย
มากไปกว่านั้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ลอนดอนก็ต้องประสบภัยพิบัติอีกครั้ง เมื่อกองทัพอากาศเยอรมนีระดมทิ้งระเบิด ส่งผลให้เมืองทั้งเมืองแทบจะกลายเป็นซากปรักหักพัง
อย่างไรก็ตาม ลอนดอนสามารถฟื้นตัวขึ้นมาเป็นเมืองศูนย์กลางระดับนานาชาติได้อย่างรวดเร็วอีกครั้ง โดยอาคารที่สร้างใหม่นั้นมีความหรูหรามากกว่าเดิม ซึ่งอาคารต่างๆ ในทุกวันนี้ส่วนใหญ่ก็สร้างมาจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น
ในปัจจุบันไม่มีใครปฏิเสธว่าที่นี่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมในระดับนานาชาติ รวมทั้งเป็นปลายทางท่องเที่ยวที่สำคัญของทวีปยุโรปที่นักท่องเที่ยวต้องการเดินทางมาสัมผัส และแน่นอนว่าเมื่อพูดถึงสัญลักษณ์ของลอนดอน เชื่อเหลือเกินว่าหอนาฬิกา “Big Ben” จะต้องเป็นคำตอบอันดับแรกของใครหลายๆ คน
“
Big Ben” ตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์ของลอนดอนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1858 และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นาฬิกาเรือนยักษ์นี้ก็ส่งเสียงกังวาลฉลองครบรอบ 150 ปีหลังจากที่เริ่มตีระฆังครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ก.ค.
นาฬิกาที่นี่มีชื่อเสียงอย่างมากในด้านความเที่ยงตรง โดยทางหอดูดาวที่เมืองกรีนิช ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมเวลามาตรฐานโลก ได้ใช้เป็นเครื่องบอกเวลามาตรฐานผ่านทางสถานีวิทยุบีบีซี ถ่ายทอดเสียงการตีบอกเวลาของนาฬิกาเรือนนี้ไปทั่วโลก
และที่เป็นสัญลักษณ์คู่กับหอนาฬิกาบิ๊กเบนก็คือ “
พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ (Westminster Palace)” ที่อยู่ติดกับตัวหอนาฬิกา ที่นี่เป็นที่ตั้งของรัฐสภาอังกฤษมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 แต่ตัวอาคารปัจจุบันเป็นตัวอาคารใหม่ที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1840 หลังจากอาคารเก่าเกิดเพลิงไหม้
“
วิหารเวสต์มินสเตอร์ (Westminster Abbey)” สถานที่ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์อังกฤษมานานกว่า 900 ปี รวมทั้งเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์และราชวงศ์หลายพระองค์
ที่นี่ถือว่ามีความสำคัญสำหรับประวัติศาสตร์อังกฤษเป็นอย่างมาก จึงกลายเป็นอีกสัญลักษณ์ของลอนดอนที่พลาดไม่ได้3
เช่นเดียวกับ “
พระราชวังบักกิงแฮม (Buckingham Palace)” สัญลักษณ์สำคัญของราชวงศ์อังกฤษสร้างขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ 18 เป็นที่ประทับของสมเด็จพระราชินีนาถ อลิซาเบธที่ 2 เดิมเป็นบ้านของขุนนาง Duke of Buckingham แต่ได้ปรับปรุงจนเป็นราชวัง โดยพระนางวิกตอเรียเป็นพระองค์แรกที่ประทับที่นี่ และเมื่อมาที่บักกิงแฮมก็ต้องชมการผลัดเปลี่ยนเวรยามของทหารที่อารักขาพระราชวัง ที่ว่ากันว่าหากไม่ได้ดูก็เหมือนมาเที่ยวไม่ทั่วกรุงลอนดอน
“
ทาวเวอร์ บริดจ์ (Tower Bridge)” สะพานหอคอยคู่ที่เป็นอีกสัญลักษณ์สำคัญของลอนดอน โดยสะพานนี้ยังคงมีการเปิดสะพานเพื่อให้เรือสูงผ่านไปได้
“
ลอนดอน อาย (London Eye)” หรือ “
มิลเลเนียมวีล (Millennium Wheel)” เป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป สูงถึง 135 เมตร ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นลอนดอนทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเทมส์จากมุมสูง
ลอนดอน อาย ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2000 ซึ่งก็ต้องบอกว่าจนถึงวันนี้ก็มีอายุเพียง 9 ปีเท่านั้น แต่ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สังเกตได้จากนักท่องเที่ยวมายืนรอต่อคิวเพื่อต้องการที่จะสัมผัสและชมทิวทัศน์ของลอนดอน
โดยในแต่ละปีมีจำนวนมากกว่า 3 ล้านคน ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวสามารถยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าที่นี่คืออีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่สำคัญของมหานครแห่งนี้ไม่แตกต่างไปจากพระราชวังบักกิงแฮม วิหารเวสต์มินสเตอร์หรือหอนาฬิกาบิ๊กเบนแต่อย่างใด
มากไปกว่านั้นสภาพอากาศของกรุงลอนดอนก็เป็นสิ่งที่ผู้คนมักกล่าวถึงเสมอ โดยลอนดอนเป็นเมืองที่มีอากาศสดใสที่สุด ในขณะเดียวกันก็เป็นเมืองที่หม่นหมองที่สุด มากไปกว่านั้นในวันหนึ่งก็อาจจะมีได้ถึง 3 ฤดู ทั้งร้อน หนาว และฝนที่สามารถตกได้ตลอดเวลา จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นคนลอนดอนถือร่มและพาดเสื้อกันฝนไว้ตลอดเวลา ดูเหมือนว่าอากาศที่มีเอกลักษณ์แบบนี้จะทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์เพียงบางส่วนของมหานครแห่งนี้ ยังคงมีอีกหลายองศาที่ให้คุณผู้อ่านทุกท่านได้มาสัมผัส โดยดร.แซมมวล จอห์นสัน หนึ่งในนักเขียนชื่อดังในช่วงศตวรรษที่ 18 ของอังกฤษ ได้กล่าวไว้ว่า “When a man is tired of London, he is tired of life; for there is in London all that life can afford.” ซึ่งก็แปลเป็นไทยว่า “ใครที่เบื่อลอนดอนก็คือคนที่เหนื่อยหน่ายกับชีวิต เพราะว่าในลอนดอนนั้นมีครบทุกอย่างที่ชีวิตต้องการ”
ถึงแม้จะผ่านมานานกว่า 200 ปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าประโยคนี้ยังคงเป็นจริงจนถึงปัจจุบัน คุณผู้อ่านก็ต้องลองหาโอกาสไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่มหานครแห่งนี้ และอย่าลืมติดตามภาพบรรยากาศของกรุงลอนดอนได้ในรายการ “โลก 360 องศา” ทางททบ.5 วันเสาร์ เวลา 21.30 น.
ขอบคุณข้อมูลจาก