Canon 5D Mark III รีวิว Review







เราจะมา review กึ่งๆแนะนำ feature เด่นๆ ของ Canon 5D mark III กัน







[youtube]





เกริ่นคร่าวๆก่อนว่า กล้อง 5D mark III ตัวนี้เป็นกล้อง Full Frame ซึ่งเป็นรุ่นต่อมาจาก 5D mark II ซึ่งซีรี่ 5D จะถือว่าเป็นกล้องโปรเลยก็ว่าได้ Feature เด่นๆของกล้องตัวนี้มีอะไรบ้าง



  • 22.3 Megapixel, full-frame CMOS sensor
  • 61-point AF with up to 41 cross-type AF points
  • Zone, Spot and AF Point Expansion focusing modes
  • DIGIC 5+ processor
  • Up to 6 fps shooting speed
  • ISO 100 to 25,600 (ISO 50, 51,200 and 102,400 with expansion)
  • +/- 5 stops of exposure compensation
  • HDR shooting in-camera
  • Full HD Movie shooting with ALL-I or IPB compression
  • 29 mins 59 sec clip length in Full HD Movie
  • Timecode setting for HD Movie shooting
  • Headphone port for audio monitoring
  • 59ms shutter lag
  • Transparent LCD viewfinder with 100% coverage
  • 3.2" (8.11cm) 1.04 million-pixel Clear View II LCD Screen
  • EOS Integrated Cleaning System (EICS)
  • CF and SD Card slots
  • Silent control touch-pad area
  • Dual-Axis Electronic Level
  • AF Working Range EV -2 - 18 (at 73°F/23°C and ISO 100)
ทั้งหมดนี้คือจุดเด่นของกล้อง 5D Mark III แต่เราจะไม่ได้รีวิวทุกข้อหรอกนะ เราจะ Review ข้อที่เด่นๆที่เรานำไปใช้กันจริงๆจังๆ เราจะรีวิวในมุมมองของคนที่ใช้ Canon 600D มา เคยจับ 5D Mark II มาบ้างนะ



เริ่มจาก Build Quality



ตัวกล้องทำจาก Magnesium Alloy ซึ่งมีข้อดีคือน้ำหนักเบาและมีความทนทานมาก (ถึงจะบอกว่าเบา แต่ตัว body กล้องมันก็หนักถึง 860 กรัม)



ตัวกล้องถือว่าค่อนข้างหนักสำหรับคนที่เคยใช้กล้อง 600D มา แต่โปรบางคนบอกเอาไว้ว่า กล้องหนักเนี่ย มันทำให้ถือได้นิ่งกว่ากล้องเบานะ



เวลาจับถือรู้สึกว่ากล้องมันแข็งแรงมาก บีบแล้วมันดูแน่นๆ ไม่เหมือนความรู้สึกตอนที่ถือ 600D ที่มันจะดูกรอบแกรบๆ



ตัวกล้องซีลกันฝุ่นกันน้ำมาอย่างดี (แต่เราไม่ได้เทสเอาน้ำราดนะ)















ปุ่มใช้งานสะดวก ตรง top lcd มีปุ่มปรับ ISO มีนูนๆให้รู้ว่าเป็นปุ่มปรับ ISO (ตรงนี้มี tip สำหรับคนที่จำไม่ได้ว่า เมื่อกดปุ่มบน Top LCD แล้วจะต้องหมุนอะไรตรงไหนถึงจะเปลี่ยนค่าได้ ให้จำว่า สัญลักษณ์ด้านซ้าย ปรับค่าได้ด้วยปุ่มล้อหมุน Control Dial ส่วนสัญลักษณ์ด้านขวา ปรับค่าได้ด้วย ปุ่มกงล้อ Main Dial)















ปุ่มเปิดปิดใช้งานได้ง่ายขึ้น















ปุ่มกงล้อ หรือ Wheel Dial หรือ ชื่ออย่างเป็นทางการคือ Control Dial เวลาหมุนเสียงมันจะนุ่มกว่าของ 5D Mark II เสียงมันจะดังปุๆๆๆๆ (Mark II มันดัง แปะๆๆๆๆ)















การปรับโหมด Video ทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องไปหมุน Mode Dial แล้ว ส่วน Mode Dial สำหรับการถ่ายวีดีโอ ก็จะกลายเป็นการเลือกว่าจะถ่ายด้วย Mode ไหน จะ AV หรือ Manual (เหมือนถ่ายภาพนิ่งเลยเนอะ)















มีช่องเสียบหูฟังด้วย คือถ้าใครใช้ Wireless Microphone เวลาถ่ายวีดีโอ คนถ่ายวีดีโอสามารถได้ยินเสียงคนพูดได้ด้วย เพื่อ make sure ว่าเสียงเข้ากล้องโอเค ไม่ผิดพลาด















View Finder 100% เวลาเรามองเข้าไปในช่องมองภาพ เราเห็นแค่ไหน ก็แค่นั้นจริงๆ ซึ่งต่างกับ 600D ทีเราเคยใช้มาก เพราะตอนใช้ 600D ถ่ายรูป บางทีเราได้อะไรติดเข้ามาในเฟรมทั้งที่เราไม่ได้เล็งให้มันติดเข้ามา















View Finder ในกล้องรุ่นต่างๆ



Canon 600D, 650D viewfinder 95%



Canon 60D viewfinder 96%



Canon 7D viewfinder 100%



Canon 6D viewfinder 97%



Canon 5D Mark II viewfinder 98%



Canon 5D Mark III viewfinder 100%







จอ LCD ทำได้ดีขึ้นกว่า Mark II เห็นๆ คือเวลาส่องกลางแดด ก็ยังเห็นภาพได้ดี















จบเรื่อง Build Quality







Digic 5+ Processor



ทำงานได้เร็วขึ้น เร็วกว่า 5D mark II 17 เท่า ก็เลยสามารถใส่ function พิเศษเข้ามาได้ เช่น HDR



การถ่ายรัว



Canon 5D Mark III รัวต่อเนื่องได้ 6 ภาพต่อวินาที ถ้าเทียบกับ Mark II จะถ่ายได้ 3.9 ภาพ/วิ ถามว่ารู้สึกไหม? รู้สึกมาก















เทียบความเร็วในกล้องรุ่นต่างๆ



Canon 600D 3.7 fps



Canon 650D 5 fps



Canon 60D 5.3 fps



Canon 7D 8 fps



Canon 6D 4.5 fps



Canon 5D Mark II 3.9 fps



Canon 5D Mark III 6 fps







ถ่ายรัวเนี่ย ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีวันหยุดนะ มันหยุดเหมือนกัน



ตาม spec ถ้าถ่าย RAW จะถ่ายได้ 18 ภาพต่อเนื่อง (ใครถ่ายได้ไม่ถึงน่าจะขึ้นอยู่กับความเร็วในการส่งข้อมูลของ SD Card เพราะที่เราเทส ใช้ SD Card Transfer rate 45MB/s ถ่ายได้แค่ 15 ภาพ)



แต่ถ้าเป็น JPG จะไม่หยุดเลย (spec เค้าบอกว่ารัวต่อเนื่องได้ 16,000 ภาพ ใครจะลองถ่ายกันขนาดนั้นเนอะ)







และยังมีโหมด Silence Shutter ด้วย ทำให้เสียงชัตเตอร์เบามาก แต่ในโหมดถ่ายรัวจะถ่ายได้แค่ 3ภาพ/วิ มันมีประโยชน์กับการถ่ายงานในที่ที่เค้าเงียบๆ เช่น งานสัมมนา ส่วนบางความเห็นก็คิดว่า Silence ช่วยให้แบบที่ถูกถ่ายดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น



เราก็ทดลองเอามาใช้ถ่ายละมั่ง (ซึ่งเมื่อก่อนมันเคยสะดุ้งกับเสียงชัตเตอร์ของ 600D มาแล้ว) ได้ผลว่า มันเฉยๆมากๆ ไม่ตกใจเสียงชัตเตอร์เลย















ต่อมาเป็นเรื่องของอายุการใช้งานของ Shutter หรือ Shutter Durability



กล้อง 5D Mark III มีอายุ Shutter 150,000 ครั้ง ก็คำนวนกันเองละกันนะ body ราคาแสนกว่าๆ ตกชัตเตอร์ละกี่บาท



ส่วนกล้องอื่น เช่น 60D มีอายุ 100,000 ครั้ง 7D มีอายุ 150,000 ครั้ง 6D มีอายุ 100,000 ครั้ง 600D กับ 650D ยังไม่มีข้อมูล















ต่อมา เป็น spec ของการถ่ายวีดีโอ



ตัวเด่นๆคือ สามารถถ่ายวีดีโอต่อเนื่อง 30นาทีได้ไม่หยุด (29.59)















คือเรื่องของการถ่ายวีดีโอแล้วหยุดเนี่ย เป็นเรื่องราวที่คนถามกันเข้ามาเยอะมาก



เลยขออธิบายไว้เลยว่า ทำไมกล้อง 600D ถ่ายวีดีโอแล้วมันหยุดก่อน 30นาที แล้ว 5D mark III มันเข้ามาแก้ปัญหาตรงไหน







เหตุผลในการหยุดส่วนมาก อันนี้ธรรมดา ง่ายๆ คือ Transfer Rate ของ SD Card เร็วไม่พอ การถ่ายวีดีโอ Full HD ต้องใช้ SD Card Class 10 ขึ้นไป (ซึ่งปัจจุบัน มันก็มากสุดแค่ Class 10)



หลายคนสงสัยว่า Class 10 นี่มัน Transfer Rate เท่าไรกันหนอ?



ก่อนอื่น Class 10 คืออะไร?



มันคือมาตรฐาน Transfer Rate ที่จะต้องไม่ต่ำกว่า 10 MB/s หมายความว่า



แต่ละยี่ห้อถ้าจะแปะว่า Class 10 ก็ต้องมี Transfer Rate ไม่ต่ำกว่า 10MB/s



เช่น Apacer Class 10 มี Transfer Rate 10MB/s พอดีเป๊ะ



ส่วน Sandisk แปะ Class 10 เหมือนกัน แต่ Transfer Rate 45MB/s ซึ่งเร็วกว่า Apacer เห็นๆ



ถามว่า Apacer ผิดไหม? ไม่ผิด ก็มาตรฐานเค้าบอกว่าต้องไม่ต่ำกว่า 10MB/s หนิ (ซึ่งคนที่ออกมาตรฐานมันก็ไม่ได้ออกมาตรฐานที่เร็วกว่า Class 10 มานานแล้ว)



สรุปง่ายๆ ถ้าจะซื้อ SD Card Class 10 ก็ต้องดู Transfer Rate กันด้วยว่า ต้องการ Transfer Rate เท่าไร ไม่ใช่ว่า Class 10 เหมือนกัน มันจะเร็วเท่ากัน







ทีนี้มากลับเข้าเรื่องกันดีกว่าว่า ถ้าเราใฃ้กล้อง 600D ถ่ายวีดีโอ Full HD ใช้ SD Card Transfer Rate 45MB/s ไปเลย ถ่ายแล้วจะหยุดหรือป่าว?



คำตอบคือ ต่อให้เร็วเท่าไรก็หยุด



ทำไมอะ? ก็เปลี่ยน SD Card ให้เร็วสุดๆแล้วทำไมยังหยุด นี่ชั้นโดนหลอก หรือ กล้องเจ๊งกันแน่!



ไม่ได้โดนหลอกหรือกล้องเจ๊งหรอก แต่มันเป็นเรื่องของ File System ของ SD Card คือ SD Card จะใช้ File System เป็น FAT32



ซึ่ง มันมีข้อจำกัดอยู่อันนึงคือ ไฟล์ 1 ไฟล์จะเกิน 4GB ไม่ได้... นี่แหละคือปัญหา



เวลาเราถ่ายวีดีโอเป็น Full HD ต่อเนื่อง 30 นาที ยังไงไฟล์มันก็ต้องใหญ่กว่า 4GB อยู่แล้ว



ดังนั้น กล้องจึงหยุดถ่ายก่อนจะครบ 30นาทีตาม spec มันไง ซึ่งจะว่าไป กล้องก็ไม่ผิดอะไร แต่ถามว่าคนที่ใช้ 600D อย่างเราๆจะทำอะไรได้ไหม ก็ทำไม่ได้



(เคยลอง format SD Card ให้ใช้File System เป็น NTFS ซึ่งรองรับไฟล์มากกว่า 4GB ปรากฎว่า กล้องมันอ่าน File System แบบ NTFS ไม่ได้อยู่ดี)







ดังนั้น กล้อง 5D Mark III จึงออกระบบที่ชาญฉลาด (ซึ่งจริงๆน่าจะคิดได้ตั้งแต่ 600D แล้ว) โดยการใช้วิธีหั่นไฟล์เมื่อครบ 4GB เป็นอีกไฟล์นึงเวลาที่ถ่ายต่อเนื่องนั่นเอง  เวลาเอามาวางในโปรแกรมตัดต่อ ก็จะดูต่อเนื่องกันเหมือนเป็นไฟล์เดียวกันเลย















5D Mark III มีการ Compress ไฟล์อยู่ 2 แบบ คือ แบบ ALL-I และ IPB















ก่อนอื่น Compress คืออะไร?



Compress คือการบีบอัดไฟล์ ดังนั้น การ Compress แบบ ALL-I และ IPB จึงเป็นการบีบอัดไฟล์กันคนละแบบ ให้ผลที่แตกต่างกันในหลายๆ อย่าง แต่สำหรับ Quality นั้น ส่วนตัวเห็นว่าไม่ต่างกันเลย















แล้วระหว่าง ALL-I กับ IPB มัน Compress ยังไง แล้วต่างกันยังไงบ้าง







IPB คือการ Compress ที่ค่อนข้างมาก คือ compress รวมกันหลายๆเฟรม (compress multi frame at a time)



ข้อดี คือได้ไฟล์ขนาดเล็ก



ข้อเสีย คือ เวลามา Preview ใน Premiere ถ้า spec เครื่องไม่สูงเนี่ย กระตุกสุดๆ (ใช้ AMD 4Core Ram 8GB กระตุก)



ถ่าย 30 นาทีต่อเนื่อง ได้ออกมา 2 ไฟล์ รวมขนาดเท่ากับ 6.58GB



SD Card Transfer Rate ขั้นต่ำ คือ 6MB/s







ALL-I คือการ Compress แบบน้อยๆ คือ compress แยกกันแต่ละเฟรม



ข้อดี คือเวลาเอาไปตัดต่อในโปรแกรมแล้ว Preview ไม่กระตุก (ใช้คอม spec ไม่ต้องแรงมาก)



ข้อเสีย คือไฟล์มีขนาดใหญ่ กินเนื้อที่เวลาถ่ายและเวลาเก็บเยอะมาก



ถ่าย 30 นาทีต่อเนื่อง ได้ออกมา 5 ไฟล์ รวมขนาดเท่ากับ 16.6GB



SD Card Transfer Rate ขั้นต่ำ คือ 20MB/s







สรุปว่าจะเลือกถ่ายแบบไหน ก็น่าจะเกี่ยวกับเวลาเอาวีดีโอไปตัดต่อ คุณมีคอมและ Hard Disk ประมาณไหน ถ้าคุณมี CPU ไม่แรง แต่ HD เยอะ คุณถ่ายแบบ ALL-I ก็เหมาะ แต่ถ้าคุณมี CPU แรงๆ และไม่อยากเสียเนื้อ Hard Disk เก็บข้อมูลมาก คุณก็ถ่ายแบบ IPB ก็ได้







ในโหมด Video เราจะดัน ISO ได้สูงสุด 25,600 นะจ๊ะ















เรื่องของ Auto Focus



Tip สำหรับการ Auto Focus นิดหน่อยเผื่อใครยังไม่รู้ คือการกดชัตเตอร์ไปจนสุดเนี่ย ถ้ากล้องมันยังโฟกัสไม่ได้ มันก็ยังไม่ลั่นชัตเตอร์นะ มันจะลั่นก็ต่อเมื่อกล้องโฟกัสได้ (Setting นี้มาจากโรงงาน สามารถปรับได้)















5D Mark III มันโฟกัสเร็ว เพราะมันเป็น Dual Cross-type focusing แต่จะ Dual Cross-Type ได้ครบความสามารถหรือป่าวมันขึ้นอยู่กับเลนส์ที่ใส่อยู่ด้วยนะ มาดูกันก่อนว่าโครงสร้างของ AF sensor pattern ในแต่ละ AF point



















คือ Sensor สามารถ Auto focus ได้เต็มประสิทธิภาพด้วยเลนส์ที่มี F2.8 หรือ รูรับแสงที่กว้างกว่านั้น เส้นทแยงมุมไคว่กันที่เป็นนั่นหนะ ทำให้การโฟกัส subject ที่โฟกัสได้ยาก ทำได้เร็วขึ้น











คือ Sensor สามารถ Auto focus ได้เต็มประสิทธิภาพด้วยเลนส์ที่มี F4 หรือ รูรับแสงกว้างกว่านั้น พอมันหาตรง pattern เส้นแนวนอนได้ มันก็ค่อยไปหาเส้นแนวตั้ง











คือ Sensor สามารถ Auto focus ได้เต็มประสิทธิภาพด้วยเลนส์ที่มี F5.6 หรือ รูรับแสงกว้างกว่านั้น พอมันหาตรง pattern เส้นแนวนอนได้ มันก็ค่อยไปหาเส้นแนวตั้ง มันครอบคลุม 3 column ตรงกลางของ viewfinder











คือ Sensor สามารถ Auto focus ได้เต็มประสิทธิภาพด้วยเลนส์ที่มี F5.6 หรือ รูรับแสงกว้างกว่านั้น มันสามารถหาเส้นแนวนอนและครอบคลุมทั้ง 61 จุดในรูปแบบของ pattern แนวตั้ง







อย่างที่เห็น Diagram ไป จะเห็นว่า แต่ละจุด AF ของกล้อง มันไม่ได้โฟกัสได้เร็วเท่ากันหมด ซึ่งมันเกี่ยวเนื่องกับค่ารูรับแสงของเลนส์ด้วย โดย canon จะแบ่งเลนส์ออกเป็น 8 กลุ่ม (A-H) ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความสามารถในการใช้ AF point ของกล้องได้แตกต่างกัน บางอันใช้ได้แบบไม่เร็ว บางอันก็ใช้บางจุดไม่ได้







มาดูกันดีกว่าว่า เลนส์ที่คุณมี ใช้จุด AF Point ของกล้องได้แค่ไหนกันหนอ?







Group A



สามารถใช้ AF point ได้ครบ 61 จุด (จุดสีเข้มคือ Dual cross-type สีอ่อนลงมาคือ Cross-type และไล่ลงไปจะโฟกัสได้ไม่เร็วเท่ากับอันเข้มๆ) กลุ่มนี้ได้ Dual cross-type มากที่สุด คือได้ 5 point ตรงเส้นตรงกลาง



















Group B



กลุ่มนี้ได้ Dual cross-type แค่จุดเดียวตรงกลาง















Group C



ไม่มี Dual cross-type เลย ได้แค่ Cross-type ใน 3 คอลัมตรงกลาง







Group D



ขี้เกียจพูด ไม่เคยเจอเลนส์ตัวนี้มาก่อน







Group E



เหลือแค่ Cross-type กับ AF แบบธรรมดาๆ







Group F



ใช้ AF point ได้ไม่ครบ 61 จุด แต่รู้สึกว่าเลนส์พวกนี้จะไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเอาซะเลย แต่เอามาให้ดูว่า มันก็มีเลนส์ที่ใช้ Auto Focus 61 จุดได้ไม่ครบทั้ง 61 จุดนะ











Group G กับ H นี่ไม่จำเป็นต้องพูดถึง เป็นเลนส์ที่ไม่คุ้นอีกเหมือนกัน และก็ใช้ AF point ได้ไม่ครบ 61 จุดเหมือนกัน







เอาหละ ใครมีเลนส์ตัวไหนก็ลองดู Performance กันเองละกันนะว่าท่านได้ใช้ระดับ Dual Cross-type กันหรือป่าว...















5D mark III สามารถโฟกัสในที่แสงน้อยได้ดี







เค้าบอกว่า -2EV พูดง่ายๆก็คือ ตาเห็นกล้องก็โฟกัสโดน







ซึ่งเทสแล้ว ลองไปถ่ายที่ Siam ocean world ที่มืดๆ กล้อง 600D โฟกัสไม่ได้เลย



แต่ 5D Mark III สามารถโฟกัสได้ ถือว่าทำได้ดีเลยหละ















5D Mark III มีจุดโฟกัสทั้งหมด 61 จุด โดยจะแบ่งรูปแบบการใช้โฟกัสออกเป็นหลายๆแบบดังนี้











1. Single-point Spot AF (Manual selection) คือ จุด point กลางสี่เหลี่ยม ซึ่งเล็กมากๆ เอาไว้ถ่ายลอดซี่กรงเล็กๆ หรือ โฟกัสอะไรที่เล็กๆ











2. Single-point AF (Manual selection) ใหญ่กว่า Spot คือเป็นสี่เหลี่ยมอันเดียว











3. AF point expansion (Manual selection) ขยายมาจาก Single point คือมีจุดช่วยโฟกัส 4 อันเพิ่มขึ้นมา บนล่างซ้ายขวา











4. AF point expansion (Manual selection, surrounding points) เหมือนข้อ 3 แต่จุดช่วยโฟกัสเพิ่มเข้ามาเป็น 8 จุดรอบๆจุดกลาง











5. Zone AF (Manual selection of zone) เป็น AF point 9 จุด ขยับไปทั้ง zone คือตัวโซนหนะ เราขยับเอง แต่ AF point ใน Zone กล้องเลือกให้เรา ใช้ถ่ายอะไรที่เป็นหมู่คณะ ขยับไปพร้อมๆกัน











6. 61-point automatic selection AF อันนี้เป็น Auto Selection คือ กล้องเลือกให้เองว่าจะโฟกัสที่จุดไหนใน 61 จุด















วิธีเลือกรูปแบบของจุดโฟกัส























เวลาย้ายจุดโฟกัส ก็ย้ายได้ด้วยจอยสติ๊ก หรือ Main Dial หรือ Mode Dial















ขอเน้นการเลือกจุดโฟกัสแบบ AF point expansion (Manual selection) เพราะตอนที่ได้กล้องมาตอนแรก งงว่าตัวช่วยโฟกัสมันทำงานยังไง



ลองทดสอบดู โดยวางของ 2 อย่าง ไว้คนละระยะ ถ้าเอา Focus point วางไว้ที่อันหลัง (ตัวช่วยโฟกัสวางไว้ที่อันหน้า) ถ้ามันโฟกัสอันหลังได้ มันก็เลือกโฟกัสอันหลัง















แต่ถ้าอันข้างหลังมันดันโฟกัสไม่ได้ (อย่างตัวอย่างมันเป็นกระดาษขาว) มันก็จะใช้ตัวช่วยโฟกัสมาโฟกัสให้แทน















ส่วนอีกอันนึงคือ single point spot AF อันนี้เมื่อก่อนคิดว่ายังไงก็ไม่ได้ใช้ เพราะน่าจะไปใช้ single point มากกว่า แต่พอเจอสถานะการณ์นี้เข้าไป เห็นประโยชน์ทันที ซี่กรงถี่ๆนี่ยิงรอดผ่านไปด้วยสบายๆ ในขณะที่ single point รอดไม่ค่อยได้















และเราก็ได้ทดสอบ AI Servo คู่กับ 61 point auto focus ด้วย ได้ผลประมาณนี้















คือต้องบอกกันก่อนว่า ถ้าเลือก AI Servo คู่กับ 61 point auto focus กล้องจะมีจุดตรงกลางมาให้ เพื่อให้เราใช้จุดนี้เริ่ม Track Subject ที่เราต้องการไว้ก่อน จากนั้น พอกล้องจับโฟกัสได้ ก็ไม่ต้องสนใจจุดโฟกัสว่ามันยังอยู่บนตัวแบบหรือป่าว ให้จัดองค์ประกอบไปเลย







เราใช้ speed shutter 1/1000 ใช้รูรับแสง F2.8 (เพื่อให้เห็นกันจะๆว่าหลุดหรือไม่หลุดโฟกัส)



















































































เรื่องต่อไป HDR!







ปกติเราไม่ค่อยชอบภาพสไตล์ HDR เท่าไร คือถ้าใช้ HDRเราจะชอบ HDR แบบเนียนๆ เหมือนไม่ใช้ HDR ปกติเราก็ใช้ Photo Matrix ทำแต่คราวนี้กล้อง 5D mark III มันทำ HDR ได้เลย เราก็เลยต้องลอง



HDR มีให้เลือก Effect หลายแบบตามภาพ































ทีนี้เราก็ทดสอบ HDR ช่วง Twilight กันซะหน่อย เทสทุก Effect เลย























































การเลือกสไตล์ภาพของ HDR จริงๆอยู่ที่สิ่งที่เราถ่าย และช่วงเวลาที่เราถ่ายด้วย ถ้าช่วง Twilight นี่เราว่า Art vivid จะสวยที่สุด แต่ถ้าเป็นช่วงกลางวัน เราว่า Natural หรือ Art Stanadrd จะสวยกว่า















เอา HDR มาถ่ายคน ก็อย่าลืมนัดแนะกับแบบว่าให้อยู่นิ่งๆที่สุด ไม่งั้นจะเป็นแบบนี้















อันนี้นัดแนะกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ไม่เกิดอาการวิญญาณออกจากร่าง (เสียดาย ท้องฟ้าช่วง Twilight หมดไปซะแล้ว T_T)















สุดท้าย ก่อนจะเลือกใช้ HDR เราจะต้องถามตัวเองก่อนว่า เราใช้ HDR เพื่ออะไร? ถ้าภาพที่เราอยากได้ ต้องการให้สว่างทั้งภาพ หรือเปิดเผยส่วนมืดขึ้นมา หรือ ภาพมีความแตกต่างของแสงมาก เช่น ภาพโคมไฟ กับ บรรยากาศ แบบนั้นเราก็ควรใช้ HDR



แต่ถ้าเราไม่อยากเปิดเผยทุกอย่างขึ้นมาในภาพ เราต้องการมีส่วนมืดบ้าง เหลือ space ให้คนดูภาพไปคิดต่อ เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้ HDR















กล้อง 5D Mark III มีขนาดไฟล์ใหญ่สุดที่ 5760 x 3840px คำถามคือ ไฟล์จะใหญ่ไปไหน คือจริงๆมันมีประโยชน์ คือ ถ้าเราถ่ายมาใหญ่ๆ แล้วมาลงเว็บ เราสามารถถ่ายใหญ่ๆ แล้วเอาภาพมา Crop ลงเว็บได้















ทดสอบถ่ายคุณป้าไกลๆ















มา Crop ใหม่เพื่อจัดองค์ประกอบ (ภาพสั่นไปหน่อย ขออภัยด้วย ถ้าจะใช้งานจริงๆจังๆ ต้องเร่ง speed shutter ให้ภาพไม่สั่น จะได้ใช้ Crop 100% ได้เลย)







แต่จะ Crop แล้วใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความคมของเลนส์นะจ๊ะ















อีก Feature ที่เราชอบมากคือการที่ Auto ISO มันสามารถกำหนดได้ไม่ให้เกินเท่าไร















และในโหมด Auto ISO ยังสามารถกำหนด Speed Shutter ขั้นต่ำได้ต้องการที่เท่าไร เราถึงจะสามารถถือถ่ายได้ ภาพไม่เบลอ พอปรับค่าเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมไปเลือก auto ISO ก่อนถ่ายหละ















เราคิดว่ามันเหมาะกับเวลาเราไปถ่าย Life แบบที่มันต้องเข้าๆออกๆที่สว่าง ที่มืด แบบตลาดเยาวราชเป็นต้น



เราใช้โหมด AV + Auto ISO เดินถ่ายไปเลยแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก เน้นจัดองค์ประกอบและ capture moment กันอย่างเดียว































































































เราลองเอาไฟล์ RAW ของ 5D Mark III มา Process ดู รู้สึกได้ว่ามันดึงโน่นนี่นั่นได้ดีเลยหละ















































































ที่ว่าดึงได้เยอะคือภาพนี้แหละ ถ้าสังเกตภาพด้านบนที่เป็น Original จากกล้องจะเห็นว่า detail ด้านหลังสว่าง out หายไปพอสมควร แต่พอปรับด้วย Camera RAW แล้วดึง Hilight กลับมา รายละเอียดอื่นๆ ก็กลับมาด้วย















แม้แต่ภาพชายคนนี้ที่หน้าค่อนข้างมืดๆ กับฉากหลังที่สว่างโล่ ก็สามารถดึงรายละเอียดกลับมาได้ดีเหมือนกัน



















ISO ดันได้มากถึง 102400 (H2) ค่า default ของกล้องจะ set ISO ได้แค่ 25600 เราจะต้องไปปรับเพิ่มในกล้องเอง















เริ่มเทสจาก 6400 กันเลย







































































เรื่อง Noise นี่เป็นเรื่องที่แต่ละคนรับได้มากน้อยไม่เท่ากัน ส่วนตัวพวกเราคิดว่า 128000 ยังรับได้ หรือแม้แต่เลยไปที่ 25600 ก็ยังโอเคอยู่สำหรับงานบนเว็บไซต์ แต่ 51200 นี่เรียกว่า noise มันมากไปหน่อย แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้เพื่อให้ได้ภาพ ก็จงใช้มันอย่าลังเล เพราะดีกว่าไม่ได้ภาพนะจ๊ะ











สรุปๆๆ



กล้อง 5D Mark III มันอำนวยความสะดวกให้กับตากล้องอย่างมาก มันช่วยให้เราทำงานได้ง่ายมากขึ้นเยอะ ในสถานะการณ์ที่น่าจะไม่ได้ภาพ มันก็ช่วยให้เราได้ภาพ แต่เราต้องฝึกใช้มันให้คล่องๆ



คือมันก็แพง ถ้าใครคิดว่าซื้อได้ กล้องตัวนี้ก็แนะนำเลยหละ แต่ถ้าใครคิดว่ามันแพงแสนแพง คงไม่คิดจะซื้อ ก็อยากจะบอกว่าอย่าคิดมาก กล้องมันก็คืออุปกรณ์ที่ช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้นเท่านั้น สิ่งสำคัญมันอยู่ในหัวเรา มันคือจินตนาการของเรา ต่อให้เราใช้กล้องเทพแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่มีจินตนาการ ไม่รู้ช่วงเวลาถ่าย ไม่หาข้อมูล ถ่ายยังไงมันก็ไม่สวยหรอก







สุดท้าย ไม่ว่าคุณจะใฃ้กล้องอะไรอยู่ ก็ขอให้มีความสุขกับการถ่ายภาพละกันค่ะ