สินค้าที่เลือกมีหลายสเปค/สี/ราคา โปรดเลือกจากรายการด้านล่างแล้วคลิกปุ่ม "ใส่ตะกร้าสินค้า"

เจาะลึก Rim Light (วิธีถ่าย Portrait Rim Light)

สินค้า
สถานะสินค้า
ราคา
จำนวน
สินค้าหมดชั่วคราว
* สินค้าที่มีสถานะ "รอยืนยัน" เป็นสินค้าที่ต้องเช็คสต็อคก่อน สามารถสั่งซื้อได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่จะตอบกลับใน 1 วันทำการ
รายละเอียดเพิ่มเติม
เจาะลึก Rim Light (วิธีถ่าย Portrait Rim Light)

จากที่ผ่านมา ได้เคยสอนการโพสครึ่งตัวซึ่งก็มีเรื่องของ Rim Light เข้ามาเกี่ยวข้อนิดหน่อย มาคราวนี้เรามาลงลึกกันเกี่ยวกับ Rim Light ดีกว่าค่ะ




Rim Light คืออะไร?
Rim Light คือแสงสว่างๆ ที่เกาะตามไรผม ขอบเสื้อของแบบ ทำให้แบบดูแยกออกมาจากฉากหลังอย่างชัดเจน

Rim Light ถ่ายอย่างไร?
วิธีการคือถ่ายย้อนแสง ให้แบบหันหลังให้กับดวงอาทิตย์ ให้แสงสาดแรงๆ ลงมาที่ตัวแบบ หามุมที่เห็นไรผมเป็นแสงๆ และที่สำคัญ ถ่ายย้อนแสงแบบนี้ หน้าของแบบต้องสว่างพอดี ถ้าหน้าแบบมืดจะใช้ไม่ได้นะจ๊ะ



Rim Light เกินขึ้นทุกวันเหมือน Twilight หรือป่าว?
ไม่ค่ะ !!! Rim Light ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน ถ้าวันไหนมีเมฆเยอะ แสงอาจจะไม่สามารถส่องผ่านเมฆลงมาได้ หรือผ่านมาได้ แต่ไม่แรงพอจะเป็น Rim Light ก็ไม่สามารถถ่าย Rim Light ได้

ดังนั้น แสงแบบ Rim Light จึงเป็นแสงที่พิเศษ ถ้าเจอแล้วต้องรีบถ่ายให้ไวเลย เพราะบางทีแสงสาดมาได้แป๊บเดียว ก็มีเมฆลอยมาบังอย่างรวดเร็วก็ได้



ช่วงเวลาถ่าย Rim Light ?
ช่วงเย็น บ่าย 3 โมง - 6 โมงเย็น (หรือพระอาทิตย์ตก)
ช่วงเช้า 6 โมงเช้า(หรือพระอาทิตย์ขึ้น) - 9 โมงเช้า

การถ่าย Rim Light ในแต่ละช่วงแสง ก็ให้โทนสีของภาพที่แตกต่างกันนะคะ ถ้าแบ่งคร่าวๆ ก็ได้ประมาณนี้

ช่วง บ่าย 3 โมง - 4 โมง จะได้โทนสีออกขาวๆ



ช่วง บ่าย 4 โมง - 5 โมง จะได้แสงสีเหลืองๆ



ช่วง 5 โมง - พระอาทิตย์ตก จะได้โทนสีส้มๆ



ลองเอาทั้ง 3 ช่วงเวลามาเปรียบเทียบกันให้เห็นโทนสีชัดๆ (ทั้ง 3 ภาพไม่ได้ใช้ Photoshop แต่งเพิ่งเติม แค่ย่อภาพและทำคมเท่านั้น เพื่อให้ได้เห็นโทนสีของแสงจริงๆ)



นอกจากเลือกช่วงเวลาแล้ว เราต้องเลือก Location ที่แสงแดดส่องถึงด้วย เพราะถ้าไม่มีแสง ก็เกิด Rim Light ขึ้นไม่ได้นะจ๊ะ ชูบุๆ



มาต่อกันที่การวัดแสงค่ะ

เนื่องจากเป็นการถ่ายย้อนแสง อาจจะทำให้แบบดำเป็นซิลลูเอทได้ ดังนั้น การเลือกการวัดแสงและชดเชยแสงจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการถ่ายภาพ Rim Light

Function การวัดแสงมี 2 แบบ

1. วัดแสงเฉพาะจุด (เพื่อความแม่นยำอย่างที่สุด) วัดแสงที่หน้า แล้วชดเชยแสง +1 หรือ +1.5 Stop (สำหรับนางแบบผิวขาว)



2. วัดแสงเฉลี่ยทั้งภาพ แล้วชดเชยแสง +1 หรือ +1.5 Stop ขึ้นอยู่กับความขาวของนางแบบอีกเช่นกัน



ลองเปรียบเทียบดูระหว่าง วัดแสงเฉพาะจุดที่หน้า ชดเชยแสง +1 Stop กับ วัดแสงเฉลี่ยทั้งภาพ ชดเชยแสง +1 Stop  ผลที่ได้ไม่ค่อยจะต่างกันเลยค่ะ (ระบบวัดแสงเฉลี่ยทั้งภาพของกล้อง Canon 600D ภาพไม่ได้แต่ง PS อีกเช่นเคย เพื่อการทดสอบ)

ความเห็นส่วนตัวเลยนะ การถ่าย Portrait เรื่อง moment สำคัญมาก ผิดเวลานิดเดียว แบบอาจจะดูไม่เป็นธรรมชาติไปเลยก็ได้ค่ะ การใช้ระบบวัดแสงที่รวดเร็วอย่างเฉลี่ยทั้งภาพ ทำให้เราสามารถเก็บ moment ดีๆ ได้ เพราะไม่ต้องเสียเวลาวัดแสง Lock แสง เอาเวลาไปจัดองค์ประกอบ กับเก็บ moment ดีๆ ดีกว่าโน๊ะ



Rim Light อีกอย่างนึงคือ การถ่าย Rim Light แล้วได้โทนภาพแบบฝ้าๆ เรามาดูกันว่า แสงในภาพที่ดูเหมือนโอบตัวนางแบบ ได้อารมณ์ฝันๆ นี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร



ภาพแบบข้างบนที่เห็นแสงฝ้าๆ โอบตัวนางแบบ เกิดจากการที่ แสงส่องมาโดนหน้าเลนส์แบบนี้ ถ้าใครชอบ ก็ลองหาตำแหน่งที่แสงส่องมาโดนหน้าเลนส์ ก็จะได้ภาพแนวแสงโอบๆนางแบบ ดูฝันๆค่ะ

แต่เราขอเตือนว่า การที่แสงส่องมาโดนเลนส์แบบนี้จะทำให้ระบบ Auto Focus ของกล้องทำงานได้ค่อนข้างช้านะ อาจจะวืดๆ วาดๆ พอสมควรเลยค่ะ ต้องดูดีๆ ก่อน ว่ากล้องมัน Focus ได้หรือยังก่อนถ่าย



แต่ถ้าใครไม่ชอบ ก็เอาเลนส์ฮูดมาใส่ (Lens Hood) จะซื้อ หรือ ทำเองก็ได้ ที่แนะนำว่าทำเองก็ได้ เพราะเราใช้เลนส์ Fix 50 F1.8 ถ่าย ตัวเลนส์มันซูมไม่ได้อยู่แล้ว เราไม่ต้องไปปรับอะไรที่ตัวเลนส์ ก็ทำกระดาษดำครอบตัวเลนส์ไปซะเลยค่ะ การทำเองประหยัดตังค์ได้เยอะเลยนะ แถมทำง่ายด้วย



เวลาถ่ายก็ดูแนวๆ ไปอีกแบบ เลนส์ฮูดแบบนี้ นอกจากกันแสงโดนเลนส์เพื่อไม่ให้เกิดแสงฝ้าๆแล้ว ยังสามารถกันแฟลร์จากแสงที่เข้ามา 45 องศาได้อีกด้วยค่ะ สารพัดประโยชน์จริงอะไรจริง



นี่คือผลของการใส่เลนส์ฮูด แสงฝ้าๆ หายไปแล้ว และไม่มีแฟลร์อีกด้วย



การถ่าย Rim Light ยังมีอุปกรณ์เสริมอีกด้วย เพื่อให้ได้ภาพอย่างใจที่จินตนาการเอาไว้ นั่นคือ Reflector และ Flash ค่ะ

เริ่มจาก Reflector กันก่อนนะ

Reflector ที่เราใช้ คือ Reflector 5 in 1 มีหน้าทั้งหมด 5 สีใน 1 ชุด คือ ทอง, เงิน, ขาว, ดำ, และ ตัวแกนกลางของ Reflector

การถ่าย Rim Light ของเราจะใช้แค่ หน้าขาว, เงิน, ทอง

มาทดสอบกันทีละหน้าดีกว่าว่า หน้าสีอะไร ให้แสงโทนไหน



หน้าขาว ให้โทนแสงอ่อนๆ ดูเป็นธรรมชาติ สำหรับหน้าขาว เราต้องเข้าไปใกล้แบบนิดนึง เพราะแสงที่สะท้อนไม่แรงมาก



หน้าเงิน (ไม่ได้หมายความว่า เห็นแก่เงินนะ ; P) ได้โทนประมาณนี้ บางคนว่าเป็นโทนเย็น แต่พอสะท้อนแสงแดด Rim Light เข้ามา จะได้แสงดูออกขาวๆเงินๆนะ หน้าเงินแสงจะแรงกว่าหน้าขาว อาจจะต้องถอยห่างจากแบบมากกว่าหน้าขาว



หน้าทอง ให้แสงโทนอบอุ่น ดูเข้ากับแสง Rim Light เหมือนกัน หน้าทองนี่จะสะท้อนแสงได้แรงกว่าหน้าเงินอีกค่ะ อาจจะต้องถอยมากหน่อย ไม่งั้นแสงจะแรงเกินไป



ลองเอามาเปรียบเทียบให้เห็นกันจะๆ ระหว่าหน้าขาว หน้าเงิน หน้าทอง ใครชอบโทนไหนก็เลือกใช้กันให้เหมาะกับ Concept ภาพ (ทั้ง 3 ภาพ ไม่ได้ PS อีกเช่นเคย Original จากกล้องเพื่อจะได้เห็นสีกันชัดเจน)

Tip สำหรับการใช้ Reflector
คือ จะต้องส่องแสงเข้าแบบในทิศทางที่เป็นธรรมชาติ ต้องดูไม่ขัด ไม่เกิดเงาแปลกในภาพ และแสงที่ส่องก็จะต้องไม่แรงหรือเบาจนเกินไป ต้องดูเป็นธรรมชาติเหมือนกัน

การส่อง Reflect ที่ดี คือต้องดูแล้วไม่รู้ว่าส่อง Reflect



นอกจากนั้น Reflector ยังเอามาใช้สร้างสรรค์ภาพแบบนี้ได้ด้วยนะ

พัดให้ผมดูปลิวๆ (เอ้า น้า ออกแรงหน่อย ฮึบๆๆ)



ได้ประมาณนี้



คราวนี้มาถึง Flash กันบ้าง

เราใช้ Flash แยกในการถ่าย Portrait ค่ะ เพราะเราต้องการควบคุมทิศทางของแสง

ตัวที่ทำให้เราใช้ Flash แยกได้คือ Transmitter ตัวนี้ เอามาติดที่หัวกล้อง จะสามารถใช้ Flash แบบ Wirelessได้

แต่แค่แยก Flash ได้ยังไม่พอ การถ่ายพอเทรด เราต้องการหน้าชัดหลังเบลอ ดังนั้น เรามักจะปรับรูรับแสงกว้างๆ (ภาพ set นี้เกือบทั้งหมดใช้ F1.8) ดังนั้น ถ้าเราเสียบ Flash เข้าไปแบบปกติ กล้องจะอั้น Speed Shutter ไว้ไม่ให้เกิน 1/200

Speed Shutter เกิน 1/200 ไม่ได้ แล้วถ่ายกลางแจ้ง เปิดรูรับแสงกว้าง ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น...

แสงล้นค่ะ ท่านที่รักทั้งหลาย... ภาพที่ได้จะเกิดแสง Over ทันที

ดังนั้น เราจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ตัวกล้องอั้น Speed Shutter ไว้ที่ 1/200?

เราก็ต้องใช้ Function ของ Flash ที่เรียกว่า High Speed Sync นั่นเอง

ถ้าเราใช้ Transmitter ของ Canon เราก็สามารถเลือก Hight Speed Sync ได้ที่ตัว Transmitter แบบนี้เลย



หลายคนอาจจะสงสัยว่า กล้อง 600D ที่ใช้มี Wireless Flash Build in อยู่แล้วหนิ ทำไมต้องติด Transmitter เข้าไปหละ?

คือ ถึง 600D มันมี Wireless Flash ให้แล้ว แต่มันปรับ High Speed Sync ไม่ได้หนะสิ ดังนั้นเราจึงยังคงต้องใช้ Transmitter อยู่ดีค่ะ

เราใช้ Canon Speedlite Transmitter ST-E2

แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ Wireless Flash คือเอา Flash แยกติดเข้าไปที่หัวกล้อง ก็สามารถ Set ให้ Flash เป็น High Speed Sync ได้แบบนี้ (รุ่น 450 EX)

Flash หัวกล้อง Popup ปรับ High Speed Sync ได้ไหม? เท่าที่เล่นมา ปรับไม่ได้ค่ะ (Canon 500D, 600D)



ทิศทางของ Flash สำคัญมาก นี่คือเหตุผลที่เราใช้ Wireless Flash



ภาพข้างบน Flash อยู่ตำแหน่งแบบนี้



สำหรับคนที่ดูวีดีโอ ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ตอนถ่ายเรื่อง Flash ลืมกดอัด T_T เลยเขียนภาพนี้ให้ดูแทนว่า Flash ยืนมุมนี้นะ และทำมุม 45 องศากับแบบ เพื่อจะได้เห็นสันจะมูกโด่งๆ และหน้าดูมีมิติ

อย่าลืม Flash ก็คล้ายๆ Reflector นั่นแหละ อย่าให้แสงแรงเกินไป ทิศทางต้องดูเป็นธรรมชาติ การใช้ Flash ที่ดีต้องดูไม่รู้ว่าใช้ Flash นะจ๊ะ



เมื่อแสงหมด แต่ยังอยากถ่าย Rim Light อีกง่ะ จะทำไง

คนเราก็จะไม่เคยพอใจอะไรง่ายๆ เราก็ต้องสร้าง Rim Light ด้วยอุปกรณ์เสริมไง

เราจะใช้ Flash ทำ Rim Light แบบนี้



วิธีการก็ไม่ยากอะไร เอา Flash แยกติดขาตั้งกล้อง แล้วเอามาวางไว้ด้านหลังแบบ เวลาถ่ายก็เลี่ยงๆ มุม ให้ตัวแบบบังขา Flash ดีๆ นะคะ

คราวนี้ กล้อง 600D ที่มี Wireless Flash ในตัว ไม่จำเป็นต้องใช้ transmitter แล้ว เพราะแสงตอนนี้น้อยลงมากๆ Speed Shutter ที่ได้ ต่ำกว่า 1/200 แน่นอน ก็ไม่ต้องใช้ High Speed Sync แล้ว

(ภาพนี้เก้าไม่ได้สั่งอะไรน้องมามุนะ เด๋วแฟนๆ น้องจากริ้ว >< ทำไมภาพมันออกมาดูบ้าอำนาจง่ะ)



ภาพนี้เราใช้ Flash แยก 2 ตัว ตัวแรกวางไว้ด้านหลังเอาไว้สร้าง Rim Light ส่วนอีกตัวที่เก้าถือ เอามายิงเข้า Reflect หน้าทอง สะท้อนแสงเข้าหน้าแบบ (ใครมีแฟลชแยกตัวเดียว ก็เอาตั้งไว้ข้างหลังแบบก็พอ)



ได้ภาพประมาณนี้ค่ะ









ถามว่าจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริมอย่าง Reflector หรือ Flash หรือป่าว?

ตอบตรงๆ เลยว่า ถ้าหา Location ที่เหมาะ แสงที่เหมาะได้สมบูรณ์ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริมหรอก

แต่ถ้า Location ที่ต้องการ ไม่ได้แสงอย่างที่ต้องการ เราก็ต้องพึ่งอุปกรณ์เสริมต่างๆ

อุปกรณ์เสริมมันแค่ทำให้เราถ่ายภาพได้สะดวกขึ้น ทะลุข้อจำกัดได้มากขึ้น เพราะ Location ที่เราต้องการ อาจจะไม่ได้มีแสงอย่างที่เราต้องการก็ได้ค่ะ

ภาพข้างล่างนี้เป็นภาพรวมๆ Rim Light ผ่านการ Process จาก Photoshop ดูกันเพลินๆนะ ^ ^

ช่วง 3 โมง - 4 โมง ได้แสงประมาณนี้ ใช้ Reflect หน้าทองช่วยสะท้อนแสง































ภาพต่อไป 4 โมง - 5 โมงเย็น

ภาพนี้ใช้ Reflect หน้าขาว



ภาพนี้ใช้ Reflect หน้าเงิน



ภาพนี้ใช้ Reflect หน้าทอง



ภาพนี้ถ่ายให้ดูฝ้าๆ ฝันๆ







ช่วง 5 โมงเย็น - พระอาทิตย์ตก

































จบแล้วค่ะ Trip Rim Light ถ้าใครชอบภาพแนวนี้ ก็ลองออกไปถ่ายกันดูนะคะ ก่อนไปลองเช็คพยากรณ์อากาศกันก่อนว่าเมฆมาก หรือ มีฝนหรือป่าว เพราะ Rim Light ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวันนะ เราเช็คพยาการณ์อากาศจากที่นี่ http://weather.msn.com ค่อนข้างแม่นยำเชื่อถือได้



ขอแสง Rim Light จงสถิตย์อยู่กับท่าน โชคดีได้แสง Rim Light กันทั่วหน้านะคะ ^ ^

นางแบบ : Mamu Maeda
FaceBook :  http://www.facebook.com/mamu.maeda

น้าๆ อย่ามัวแต่มือสั่น รีบๆ ถ่ายเข้า!


สินค้าแนะนำ
x

ตะกร้าสินค้า

ไม่พบสินค้าในตะกร้า