Follow Us


Review :: Hokkaido Trip :: Wakkanai>Rishiri>Rebun>Hokadate>Asahidake>Biei>Furano>Sapporo


Review :: Hokkaido Trip :: Wakkanai>Rishiri>Rebun>Hokadate>Asahidake>Biei>Furano>Sapporo



ช่วงเวลาเดินทาง 30 มิ.ย. - 11 ก.ค. 2554 ครับ

แผนการเดินทางคร่าวๆ


## ขอบคุณข้อมูลและภาพสวยๆ จาก :  คุณ ^_^Ohng^_^  < www.pantip.com/blueplanet > ##


--------------------------------------------

30 มิ.ย.
บิน BKK-KUL, KUL-HND โดย AirAsia
พักที่สนามบิน Haneda

1 ก.ค.
บิน Haneda(HND)-Wakkanai(WJK) โดย ANA นัดเจอเพื่อนที่สนามบิน เที่ยว Wakkanai
พักที่ Wakkanai YH

2 ก.ค.
นั่ง Ferry จาก Wakknai -> Rebun Island โดย HeartLand Ferry เที่ยว Rebun Island
พักที่ Mamoiwa YH

3 ก.ค.
เช้าเที่ยว Rebun Island
บ่ายๆนั่งเรือไป Rishiri Island
ขับรถเที่ยวรอบเกาะ Rishiri
พักที่ Fuji Inn Rishiri

4 ก.ค.
เช้าขับรถเที่ยวรอบเกาะ Rishiri ต่อ
บ่ายบินจาก Rishiri Island -> New Chitose
บ่ายแก่ๆนั่งรถไฟไป Hakodate
พักที่ Chisun Grand Hakodate

5 ก.ค.
เที่ยว Hakodate ทั้งวัน
พักที่ Chisun Grand Hakodate

6 ก.ค.
เช้านั่งรถไฟไป Ashikawa รับรถที่สนานีรถไฟขับรถขึ้นไป Asahidake
พักที่ Daisetsuzan Shirakaba-so

7 ก.ค.
เช้าเที่ยวรอบๆ
บ่ายๆขับรถไป Biei เที่ยวรอบๆ
พักที่ Potato no oka

8 ก.ค.
เช้า ขับรถเที่ยว Furano
เที่ยง นั่งรถไฟกลับ Sapporo
พักที่ Chisun Inn

9 ก.ค.
ส่งเพื่อนบินกลับที่สนามบิน New Chitose จากนั้นนั่งรถไฟกลับ Toyko
พักที่ รถไฟ Exp. Hammanasu

10 ก.ค.
เที่ยงถึงโตเกียว เที่ยวรอบๆโตเกียว
ดึกบินกลับ KUL
พักที่ บนเครื่องบิน

11 ก.ค.
เช้า ถึง KUL
สาย บิน KUL-SIN ไปนั่งรถเครื่องบินที่ SIN เล่นๆ
เย็น บิน SIN-KUL กลับไปรอเช็คอิน
ดึก บิน KUL-CHC
ที่พัก บินเครื่องบิน

--------------------------------------------

โปรแกรมข้างบนเป็นแผนที่วางไว้ก่อนไป จากนั้นมาดูกันเลยครับว่าผมจะทำได้ตามแผนไหม


30 มิ.ย. 2554

ตี 4 กว่าๆเดินทางถึงสนามบินและเข้าแถวรอ drop กระเป๋าเนื่องจากทำ online check-in มาแล้ว จากนั้นก็แวะเข้าไปนั่งเล่นที่ Louis' Tavern CIP First Class ด้วยบัตร Priority pass กันก่อน





จากนั้นก็นั่งเล่นอินเตอร์เน็ตไปพลางๆรอขึ้นเครื่อง

อยู่ๆก็มีอีเมลเด้งขึ้นมาว่าได้รับการอัพเกรดไปเป็น Premium Seat สำหรับเส้นทาง KUL-HND ครับผม ส่วนขากลับยังเป็นที่นั่งธรรมดา

ปล.ผมจองโปรไปกลับ 3000 บาทถ้วนอ่ะ เสียค่าอัพเกรดกับ OptionTown อีกประมาณพันกว่าๆมั้งครับ





ที่นั่งแบบสบายๆครับ ขาไป KUL ผมหลับไม่รู้เรื่องเลย ที่แน่ๆเครื่องตกหลุมอากาศแน่นอน เพราะเค้าตกใจตื่นมาแปบหนึ่งตอนแอร์ประกาศ





ตื่นมาอีกทีเครื่องก็แตะพื้นสนามบินเรียบร้อยแล้ว ต.ม. ไม่ถามไรเลย เคยผ่านหลายรอบ บางคนเห็น Passport ไทยก็พูดว่า "สวัสดีครับ" ด้วย ก็ปั๊มๆผ่านไปเรียบร้อยดีครับ

จากนั้นก็แวะเข้า Plaza Premium Lounge ด้วยบัตร Priority pass เช่นเดิม จะมี 2 ส่วนจะครับ ส่วนที่ยังไม่ผ่าน ต.ม. กับส่วนที่ผ่านแล้ว ถ้าใครอยากลองใช้แนะนำฝั่งที่ยังไม่ผ่าน ต.ม. นะครับ เพราะจะใหญ่กว่า อาหารมีเยอะกว่าด้วยครับ





พอใกล้เวลาขึ้นเครื่องก็ต้องไปตรวจ Visa กับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้า Gate อีกที เค้าก็ถามนิดหน่อย เห็น passport ไทยก็ทักว่า "สวัสดีครับ" เช่นเดิม สงสัยคนไทยจะไปเยอะจริงๆ ฮ่าๆ

สภาพที่นั่งครับ





พอ OptionTown เค้าอัพเกรดให้เรา รู้สึกว่าเค้าจะ Random มั่วๆให้ ถ้าใครซื้อบริการไว้ก็เช็คอีเมลหรือเข้าไปเช็ค booking ในเว็บ AirAsia บ่อยๆนะครับ เพราะอีเมลจะมาช้ากว่านิดหนึ่ง

สาเหตุที่ให้ไปเช็คบ่อยๆเพราะว่าเราสามารถย้ายที่นั่งได้ครับ

ดังนั้นผมจะย้ายที่นั่งไปเป็นติดหน้าต่าง





ปุ่มปรับเอนนอน ครับ





พอถึงที่ฮาเนดะแล้วเครื่อง AirAsia จะไม่เทียบงวงนะครับ ต้องนั่งรถมาเข้าเกทอีกทีครับ

ผ่าน ต.ม. แปบเดียว ไม่มีคำถามใดๆทั้งสิ้น

จากนั้นก็โดน ศุลกากร ตรวจกระเป๋านิดหนึ่ง เอาใบให้เค้าดู

เค้าถามว่าจะพักที่ไหนน่ะ? แบบตกใจที่ผมเขียนไปว่า Wakkanai

ผมก็ตอบไปว่า "Wakkanai" เค้าก็หัวเราะพิกล (ข้อนี้ผมยังสงสัยครับ คนญี่ปุ่นหลายคนที่ผมเจอบอกว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่น แล้วเค้าถามว่าไปไหน ผมว่าจะไป Hokkaido เค้าก็พากันหัวเราะกัน!!! งงนิดหน่อย)

แล้วก็ดูกระเป๋า เอามท้อล้วงๆลงไป ก็จบ ไปได้

ที่นอนของผมคืนนี้ครับ เยอะมาก ที่นอนสบายซะด้วย





รอบๆครับ





นอนได้ยาวเลยๆครับ แต่ผมนอนครึ่งเดียว





แทบไม่มีคนนอน





ด้านหลังจะเป็นที่เช็คอินสำหรับ Domestic Flight ของ ANA กับ JAL ครับ

ตื่นเช้ามา เสร็จแล้วล้างหน้าแปรงฟัน ก็มาโหลดกระเป๋า check-in ตรงนี้ครับ

จากนั้นก็สามารถนั่ง Free Transfer Bus ไป Domestic ได้





ถึง Domestic แล้วก็เดินไปไกลมากกว่าจะถึงเกท คงเป็นเพราะบินไปเหนือสุดด้วยป่าวหว่า

เหนื่อยๆก็ต้องเดินหาของกิน เจอร้าน Starbuck ครับ





ละแล้วก็ถึงเวลา Boarding ครับ late นิดหน่อยครับ





ตอนผมจองตั๋ว HND-WJK นั้น ผมเข้าไปเลือกที่นั่งตรง Exit Row ได้ แต่ตอน Check-in พนักงานบอกว่าตั๋วของผมไม่มีสิทธิ์นั่งตรงนี้นะ

สงสัยเพราะว่าผมซื้อตั๋วแบบ Visitor Pass ของ ANA มั้งครับ ก็ไม่เป็นไรเข้าใจ เข้าเลยเปลี่ยนที่นั่งให้ เค้าก็ถามว่าจะนั่งติดหน้าต่างหรือทางเดิน ผมเลือกติดหน้าต่าง

รับตั๋วเสร็จปุ๊บ พนักงานอีกคนบอกว่าที่นั่งไม่ติดหน้าต่างนะ(มันไม่มีหน้าต่าง) โอเคไหม ก็โอเค ไม่เป็นไรๆ

ขึ้นปุ๊บ มันทึบจริงๆ หันไปถ่ายรูปเบาะหลังได้เท่านี้ครับ





มองไปฝั่งตรงข้าม มีหน้าต่างครับ





พอคนขึ้นเครื่องหมดแล้ว แอร์ประกาศคอร์ส ผมก็หันหน้า มองหลัง ดูๆที่นั่งว่างติดหน้าต่างว่ายังพอมีอยู่

แอร์เดินมาได้ทีถามเลย "โทษครับคุณแอร์ พอมาที่นั่งว่างติดหน้าต่างเหลือไหม?" พร้อมๆกับถือกล้องโชว์ว่าผมจะถ่ายรูปน่ะ

สักพักแอร์สุดสวยก็มองหน้า มองหลัง แล้วก็ยิ้ม ก็เชิญให้ไปนั่งตรงนี้ครับ





ที่นี่ก็ถ่ายรูปได้สมใจอยากครับ





วีดีโอสาธิต





มุมสูง





อีกรูป





แถวไหนหว่าาา





เหยียดขาได้จนสุด





มาถึงเกาะ Hokkaido อยู่แถวๆ Sapporo แล้วครับ





เลย Sapporo ขึ้นมาสักพัก มองลงไปเจอรูปนี้





ใกล้ถึงแล้วววว





ก่อนลง มองไปด้านซ้ายมือก็จะเจอรูปนี้ นั่นก็คือ Rishiri Island นั่นเอง





ถึงแล้วครับ Wakkanai Airport

เล็กมากครับ





รอเทียบงวง





มองย้อนกลับไป





ที่รับกระเป๋า เล็กแค่นี้เองครับ





ข้างนอกด้านซ้ายก็จะเป็นที่ check-in

แล้วก็จะมีบันไดขึ้นไปสำหรับผู้โดยสายขาออกครับ





ทั้งลำ แทบไม่มีวัยรุ่นเลยครับ มองๆดูจะเป็นผู้สูงอายุ วัยเกษียณแล้วครับ

ส่วนมากจะจองทัวร์ไว้แล้ว





ส่วนผมนั่งรอเพื่อนอีกสองคนตามมาสมทบบินมาจาก New Chitose ก็เลยต้องนั่งรอต่อไป

เพื่อนมาถึงแล้วก็ รถจาก Wakkanai YH ก็มารับพอดี

พอถึงโรงแรม ก็เช่าจักรยานแบบรายชั่วโมงๆละ 100 เยน ปั่นกัน





สภาพบ้านเมืองแถบนี้





ปั่นตามทางแบบนี้ไปเรื่อยๆ





เห็นที่นี่สวย เลยแวะถ่าย





จักรยานแบบนี้ครับ อากาศเย็นสบาย แต่แดดแรงโดยไม่รู้ตัว

จบทริปนี้ดำเลยครับ





เจอป้าย เลยแวะขึ้นไปดู เป็นศาลเจ้า





เดินขึ้นไปก็จะเห็นวิวนี้ครับ





ปั่นเรื่อยๆมาจนถึงที่นี่





หมอกเยอะมากครับ ตรงนี้ แต่ไม่น่าเชื่อว่าตอนปั่นกลับไปเลยนิดเดียว หมอกหายหมด แล้วแต่จังหวะจริงๆ

ขออนุญาตนำรูปลงนะครับ บางวิวลืมถ่ายแบบไม่มีคน





มาถึงที่นี่บ่ายสามกว่าๆ





ตรงนี้จะมีที่แสดงสัตว์น้ำด้วยนะครับ





เพื่อนผมยื่นตัวไปถ่ายมาได้เท่านี้





จากนั้นพวกผมพากันปั่นขึ้นเขาไปจุดชมวิว ขึ้นมาครึ่งทางได้รูปนี้





แล้วก็รูปนี้





ใกล้ถึงยอดเขาแล้วก็จะเกิดอาการแบบนี้ จริงๆผมลากขึ้นมาตั้งแต่ตีนเขาเลย

จนวันนี้พวกผมไม่คิดจะเช่าจักรยานอีกเลย





ฮวงจุ้ยดีมาก





และแล้วก็ลากจักรยานขึ้นมาถึงจุดชมวิว หุหุ

ค่าขึ้น 400 เยน แต่ชมค่าล่างซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ จ่าย 200 เยนครับ





มองลงไป





จริงๆแล้วขึ้นไปแทบไม่เห็นไรเลยครับ เพราะหมอกลงเยอะมากๆ แต่ไหนๆก็มาแล้ว

ส่วนนี้เป็นด้านล่าง





แมมมอส?





รูปภาพในอดีต








ขึ้นไปข้างบนมองลงไปจะเห็นรูปนี้ ซึ่งไม่มีหมอกบัง

หมอกจะบังด้านที่มองไปเกาะ Rishiri ครับ





เกาะ Rishiri ยามหิมะปกคลุม

เค้าเรียกว่า Rishiri-Fuji





เดินลงไปก็เจอเจ้านี่





ตอนลงก็แวะถ่ายสวน





จะเห็นรูปนี้ในทุกหนังสือนำเที่ยวที่ Wakkanai ครับ





ปั่นลงเขามาถ่ายรูปนี้





ระหว่างปั่นกลับที่พัก เห็นปูร้านนี้น่ากิน แต่ไม่ได้แวะ








## ขอบคุณข้อมูลและภาพสวยๆ จาก :  คุณ ^_^Ohng^_^  < www.pantip.com/blueplanet > ##



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++



Review 2 :: Hokkaido Trip :: Wakkanai>Rishiri>Rebun>Hakodate>Asahidake>Biei>Furano>Sapporo



วันรุ่นขึ้นวันที่ 2 ก.ค. ก็ให้โรงแรมไปส่งขึ้นเรื่องเพื่อไป Rebun Island ครับ

ขึ้นรอบ 6.20 ไปถึง Rebun 8.15 ครับ





บรรยากาศภายในเรือครับ ผมขึ้นไปไม่มีที่นั่งข้างในเลยครับ ต้องไปนั่งข้างนอกแทน





นั่งหันออกไปทางท้ายเรือ





ถึงแล้วครับ Rebun Island นี่บริเวณท่าเรือครับ





แต่เราจะนั่งรถโดยสายคันไม่ธรรมดาคันนี้ไป เค้าว่างั้นอ่ะ





พอมาถึง Momaiwa YH ก็จะต้อนรับแบบนี้ครับ

ปล. เวลาที่ Momaiwa YH จะไวกว่าเวลาทั่วไป 30 นาที (ตอนแรกฟังแล้วตกใจ ว่าทำไมถึงไวกว่าหว่าา ฮ่าๆ)





สภาพที่นอนครับ





บรรยากาศด้านนอก











พอมาถึงโรงแรมเสร็จ ก็เก็บของ กินมาม่ารองท้อง แล้วก็ตัดสินใจว่าจะไปเดิน 4-Hours Course ครับ เดินออกประมาณเที่ยงครับ ต้องกลับมาถึงโรงแรมก่อน 18.30 มากินข้าวเย็นครับ

เดินๆไปตามถนนจะเจอเจ้าตัวนี้ๆๆๆๆ





มองลงไปจากที่เดินออกมาจากโรงแรมเมื่อกี้





มองไปรอบๆข้างก็จะมีที่กั้นหินตกเป็นระยะๆ





เดินขึ้นมายังไม่ถึงไหนก็หอบซะแล้ว





นี่ครับอุโมงที่ผมต้องเดินทะลุไป เห็นชุดเดินเค้าผมแล้วก็ไม่แปลกใจที่ตัวจะดำ ฮ่าๆ





ในอุโมง รถสวนมา





กึ่งกลางอุโมงครับ มืดและลึกเหมือนกัน





ผ่านอุโมงเสร็จ กุจะเป็นทางเดิน 4-Hours Course ครับ แล้วแต่ว่าจะเดินจากตรงนี้หรือจะเดินจากแหลมมาก็ได้เหมือนกันครับ





ทางเดินขึ้นช่วงเริ่มครับ








ต้องเดินขึ้นไปยอดเขาโน่นนน แล้วก็เดินตามสันเขาไปเรื่อยๆครับ





แผนที่ครับ จะเห็นมุมซ้ายที่เป็นอุโมงทะลุเขา แล้วจะมาทางเดินขึ้นมา ผมเริ่มต้นจากตรงนั้นแหละครับ





ถ่ายลงไปจะเห็นกรุ๊ปทัวร์ข้างล่างครับ จะมีรถบัสมาส่งจากจุดนี้ครับ





เดินขึ้นมประมาณ 100 เมตรแล้วถ่ายลงไป





ถ่ายขึ้นไป





นี่ไง อุปกรณ์ของผม มีเท่านี้จริงๆ ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่างนะครับ จะหาว่าไม่เตือน





ถ่ายป้ายบอกระยะทางที่เราขึ้นมาเมื่อกี้





มาถึงตรงนี้ก็จะมีป้ายก่อนเดินขึ้นครับ





ทางเดินขึ้นต่อไป





ทางเดินก็จะประมาณนี้





และก็แบบนี้ ผมเดินไปก็ระวังตัวบุ้งไปครับ เจอบ้างนิดหน่อย แต่ไม่มาก





เดินขึ้นเรื่อยๆก็จะมาถึงจุดชมวิวจุดแรกครับ





ซึ่งหมอกหนามากเลยไม่ค่อยเห็นอะไร อากาศบนเกาะจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาครับ สักแปบๆก็จะหายไป ถ้ามีเวลาก็หยุดรอดูก็ได้ครับ





Course นี้ส่วนมากจะเดินบนสันเขาแบบนี้ครับ





ข้างล่างโน่นตรงด้ายซ้ายจะเป็นโรงแรมที่พักเราครับ





เดินเรื่อยๆ





ภูเขารอบๆ





มีแผงโซล่าร์เซลล์ด้วย





ทางเดิน





ถ่ายกลับไป รอบๆ





ธรรมชาติล้อมรอบ





คนชอบมาถ่ายรูปดอกไม้กันแบบนี้











พึ่งเดินมาได้ 1 กิโลเอง!





เดินไปเรื่อยๆ หนทางยังอีกยาวไกล





และก็เดินขึ้นเขาอีก ไปบนโน่นนน








เดินผ่านกรุ๊ปทัวร์








ถ่ายย้อนขึ้นมา








ถ่ายกลับลงไป





มองลงไป





ทางเดินลง





ต่อไปเรื่อยๆ





และแล้วก็เดินมาถึงตรงนี้





จุดๆนี้จะเป็นจุดที่มองเห็นเกาะ Rishiri ได้สวยที่สุดครับ แต่ตอนผมมาหมอกบังไม่เห็นไรเลย แต่เพื่อนผมอีกคนมันนั่งรอเกือบ 20 นาทีก็ได้เห็นเกาะเต็มๆตาเลยอ่ะครับ





และก็เดินต่อไปอีก 1 ก.ม. เพื่อลงไปที่แหลมเพื่อจะนั่งรถเมล์กลับ (แต่จริงๆตัดสินใจเดิน 3 ก.ม. จากแหลมเข้าเมือง พื้นราบ ใช้เวลา 45 นาที)





เดินมาเหนื่อยๆก็มาแวะกินข้าวที่ชั้น 2 ท่าเรือ Ferry ครับ ราคาถ้าจำไม่ผิด 800 เยน





พอกินข้าวอิ่ม ผมก็ตัดสินใจเดินกลับไปที่พัก ใช้เวลาประมาณอีก 1 ชั่วโมงกว่า

เดินผ่านขึ้นเขามาก็ได้รูปนี้





จากนั้นก็กลับถึงโรงแรม กินข้าวเสร็จ ก็จะมีบรรยายต่างๆ ตนตรี แล้วก็เต้นรำ ทุกคนที่พักที่นี่จะมาสันทนาการกันครับ





มีคำถามด้วย คนนี้ตอบผิด ได้แต่งตัวแบบนี้เป็นการลงโทษ





และคนนี้ด้วย





สองคนผู้โชคร้าย





ดนตรียามค่ำคืน





บรรยายจุดที่น่าสนใจรอบเกาะ








ปิดท้ายด้วยการแสดงเต้นโชว์ของครัวครอบที่มาพักคืนนี้ครับผม

















พวกผมก็เต้นกันมั่วๆตามๆเค้าไปกันครับ

รู้สึกว่าน่าจะเป็นเพลงวัยเด็กมั้งครับ เห็นเต้น ร้องกันได้ทุกคนอ่ะครับ

ทริปวันนี้ก็จบลงด้วยการไปประชุมหลังกิจกรรมเสร็จสำกรับคนที่จะเดินเขา 4/8 Hours Course พรุ่งนี้เช้า

ก็นัดไปวางแผนว่าต้องเดินยังไง ไปจุดไหน แล้วก็ตื่นกี่โมง ตื่นตี 5 กว่า เค้าจะมาปลุกครับ

ทางโรงแรมมีข้าวกล้องมื้อเที่ยงเตรียมไว้ให้ราคา 500 เยน

รถโรงแรมจะไปส่งที่ท่าเรือแล้วต้องนั่งเรือไปอีกแหลมบนสุดราคาคนละ 1200เยนกว่าๆ

สำหรับคนที่จะกลับเลยวันต่อไป เค้าก็ให้เอาของลงไปวางไว้รอ แล้วเค้าจะขนไปรอให้ที่ท่าเรือต่างเที่ยวที่เราบอกครับ

ปิดท้ายกระทู้นี้ด้วยภาพสวยๆของทริปวันต่อไป





## ขอบคุณข้อมูลและภาพสวยๆ จาก :  คุณ ^_^Ohng^_^  < www.pantip.com/blueplanet > ##



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++



Review 3 :: Hokkaido Trip :: Wakkanai>Rishiri>Rebun>Hakodate>Asahidake>Biei>Furano>Sapporo



วันนี้จะมีคนมาปลุกเราแต่เช้าครับ ไปอาบน้ำแปรงฟันแล้วก็กินข้าวเช้า เสร็จปุ๊บให้พร้อมกันหน้าโรงแรมตอน 6.10 ครับ

บรรยากาศยามเช้า





ชี้แจงรายละเอียด เช็คชื่อรายงานตัว





แล้วก็จะพาเรามาส่งตรงป้ายรถเมล์หน้าท่าเรือ Ferry ครับ

ละแล้วเวลารถก็มาถึง เราใช้บริการรถคันนี้ครับ ราคาประมาณ 1230 เยนครับ





ระหว่างทางก็จะผ่านหาดๆหนึ่งซึ่งมีแมวน้ำเต็มไปหมดเลยครับ ถ่ายจะในรถเมลยังเห็นได้ชัดเจน

ผมไม่เห็นหรอกครับหลับอ่ะ เพื่อนมันเห็นเลยถ่ายไว้

ลืมบอกไปว่านั่งรถไปประมาณ 1 ชั่วโมงหน่อยๆครับ





แล้วก็มาถึงสุดแหลมครับ

สมาชิกของเราในการเดินครั้งนี้มีทั้งหมด 7 คนครับ(รวมคนถ่ายรูปด้วย ฮ่าๆ)

จะเป็นการเดินแบบ 8 ชั่วโมงครับคือจะเดินลงไปถึงจนอุโมงแล้วเดินกลับไปโรงแรมเลยครับ

พวกผม 3 คนเลือกเดินแบบ 4 ชั่วโมง เดินได้ 1/3 ของเส้นทางแล้วก็เดินทะลุออกจามถนนเพื่อไปขึ้นรถเมลกลับท่าเรือ Ferry เพื่อไป Rishiri Island ช่วงบ่ายครับ





เดินๆไปก็พากันถ่ายรูปใบไม้ 4 ใบนี้ครับ ฮ่าๆ





บรรยากาศรอบๆ





ช่วงนี้เดินตามถนน มองขึ้นไป





มองลงไป





เดินขึ้นมาก็จะเห็นป้ายบอกว่า





แผนที่ครับ

จุดเริ่มเดินจะเป็นจุดบนสุดตรงแหลมด้ายซ้ายครับ แล้วก็จะเดินลงมาตรงแถบด้านซ้ายเรื่อยๆจนถึงสุดแหลมที่ๆโรงแรมของเราตั้งอยู่ครับ

ส่วนผมจะเดินประมาณ 1/3 ของระยะทาง แล้วก็จะเดินตามถนนย้อนกลับไปขึ้นรถตรงที่เป็นโค้งๆลงมาของ 2 แหลมด้านบนครับ ใช้ระยะเวลาเดินกลับ 1 ชั่วโมง





สมาชิกผู้เดินทาง

เราเดินขึ้นมาจากด้านซ้ายครับ ระยะทางไปสุดแหลมเมื่อกี้ 2.0km ส่วนด้านขวาก็ไปได้ระยะทาง 2.5km ครับ





เดินไปเรื่อยๆ








ถ่ายย้อนกลับไปตรงที่เราเดินมาเมื่อกี้











พวกเรากำลังเดินขึ้นมาแล้วครับ

ทริปนี้เค้าเน้นย้ำว่าให้รอกัน ห้ามเดินแยกกลุ่มครับ





เดินขึ้นมาข้างบนก็ถ่ายย้อนกลับไปดูวิวอีกที





ทางเดินข้างหน้า





ถ่ายย้ยกลับมา





เดินมาจนถึงข้างบน จะเห็นว่าเริ่มถอดเสื้อกันหนาวมารับบรรยากาศเย็นๆสบายๆกันหมดแล้วครับ

ก็เพราะว่าเดินขึ้นมาเหงื่อแตกเลยครับ ฮ่าๆ











หมอกเต็มไปหมด





มาถึงตรงนี้ ลุงแกก็หันมาบอกให้ถ่ายให้หน่อย เพราะมันวิวสวยมาก





ทางเดินลง





ต้องเดินลงไปโน่น





วิวรอบๆ

















วิวด้านบน

ถ้าไปยืนอยู่ตรงนั้นมันจะสวยมากๆ เห็นวิวกว้างเต็มตารอบไปหมดเลยครับ





ถ่ายย้อนขึ้นไป








ถ่ายลงไป





หยุดรอกันก่อนๆ





3 คนสุดท้ายครับ ฮ่าๆ





เดินผ่านทะลุหมู่บ้าน





เดินไปดูแผนที่กันก่อน





จริงๆคนเดิน 4 ชั่วโมงก็สามารถเดินทะลุออกจากหมู่บ้านนี้ออกไปตามถนนได้ แต่พวกผมยังไม่ออกตรงนี้ครับ





เลือกเดินไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งต้องเดินผ่านเขาชันสุดๆ แล้วขึ้นมาข้างบนก็ได้รูปนี้














เดินไปอีกสักพัก ข้างหน้าก็จะได้วิวนี้ครับ








พวกผมจะเดินกลับออกไปตามขึ้นเพื่อไปขึ้นลงจากถนนใหญ่ออกจากหมู่บ้านข้างล่างนี้แล้วครับ

จริงๆอยากเดินไปต่ออีก วิวน่าจะสวยมากๆ แต่ไม่มีเวลาครับ เพราะต้องไปนั่งเรือ Ferry ไปเกาะ Rishiri รอบบ่าย 2





สมาชิกร่วมเดินทาง





ลุงคนนี้ก็เดินด้วยกับเรา อายุท่าน 70 กว่าๆ แล้วครับ ยังดูแข็งแรงมากๆ





วิวรอบๆ








เมืองข้างล่างนี้แล้วครับที่พวกผมต้องเดินกลับออกไป

จะเห็นแหลมตัวมุมขวาของภาพ ซึ่งเราจะแวะเดินขึ้นไปถ่ายรูปกันก่อนกลับ





วิวรอบๆเมืองนี้





ถนนที่ลาดยางอย่างดีที่ต้องเดินออกไป





จะเห็นที่กันหินตกรอบๆ

และก็เห็นรถบัสที่พาทัวร์มาถ่ายรูปตรงแหลมนั่นโดยเฉพาะครับ








ป้ายบอก 4 Hours Course





เดินไปเรื่อยๆก่อนขึ้นแหลมจะมีป้ายบอกดอกไม้ต่างๆครับ





เดินขึ้นมาแหลมก็จะเห็นวิวสวยๆแบบนี้ ไม่น่าละทัวร์ถึงมาถ่ายรูปกัน

















น้ำใสๆพร้อมกับสาหร่าย





โคดหิน





ป้ายบอก แต่อ่านไม่ออก





มองเข้าไปในเมืองจากแหลม





เพื่อนมันเลยคิด Planking





แล้วก็เดินมากินปลาหมึก Octopus สดๆจากร้านนี้ ไม้ละ 300 เยน





จากนั้นก็ได้เวลาอำลาเพื่อนๆร่วมทริปชาวญี่ปุ่น แลกอีเมลกัน

เราจะเดินไปตามถนนนี้ออกไปรอรถที่ถนนสายหลักเข้าไปในเมือง

เดินไปใช้เวลา 1 ชั่วโมงครับ และนั่งรถเมลอีก 1 ชั่วโมง





ป้ายบอกชื่อเมือง





เดินไปตามถนนก็จะเห็นต้นไม่แบบนี้





ป้ายฝาท่อ Hokkaido ได้มาเหยียบแล้วครับ ฮ่าๆ





เดินจนมาถึงถนนสายหลักก็เจอป้ายบอกนี้





ถ่ายย้อนกลับไปทางที่เดินมาเมื่อกี้





ถนนสายหลักที่เราต้องมุ่งหน้าไป





นั่งรถที่ป้ายรถเมลก็จะเจอลุงกับป้าขาวญี่ปุ่นที่เดินพร้อมๆกับเราแต่เค้าเดินกลับมาก่อนตรงป้าย 4 ชั่วโมงแรกครับ ก็มานั่งรอตรงป้ายพร้อมกับพวกเรา เห็นพวกเราเดินไปนั่งก็แบ่งขนมมาให้กินครับ

รอประมาณครึ่งชั่วโมงรถเมลคันนี้ก็มาครับ





สภาพภายใน





มาถึงท่าเรือก็ได้เห็นเกาะ Rishiri ลางๆแต่ก็ยังมีหมอกปกคลุมครับ





ขอกระทู้นี้ไว้ตรงนี้พร้อมกับป้ายท่าเรือครับ

ตอนต่อไปจะพาท่านๆล่องเรือสู่ Rishiri Island ครับผม





## ขอบคุณข้อมูลและภาพสวยๆ จาก :  คุณ ^_^Ohng^_^  < www.pantip.com/blueplanet > ##



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++



Review 4 :: Hokkaido Trip :: Wakkanai>Rebun>Rishiri>Hakodate>Asahidake>Biei>Furano>Sapporo



มาตอนกันเลยครับ

เราจะขึ้นเรือลำนี้ครับ กำลังแล่นเข้าสู่ท่าเรือแล้ว





ท่าเรือ





เรือลำนี้จะพาไปเกาะโน่น








HeartLand Ferry





ค่าตั๋วระหว่างเกาะ 830 เยนครับผม

คนไม่ค่อยเยอะเป็นเพราะระหว่างเกาะ หรือ เพราะว่าเราจะนั่งไปอีกท่าเรือกันแน่

เนื่องจากเกาะ Rishiri มี 2 ท่าเรือที่ Ferry เข้าคือ Oshidomari กับ Kutsugata ครับ

ท่าเรือหลักและใกล้สนามบินคือ Oshidomari แต่รอบเรือที่ไปท่านี้ไม่ค่อยเวิร์ค เราเลยเลือกไป Kutsugata แทน





แผนที่คร่าวๆจากเว็บ http://kankou.rishiri.jp/eng/midokoro0.html





รูปเกาะ Rishiri จากท่าเรืออีกสักรูป





ขึ้นเรือแล้วก็หันไปถ่ายเกาะ Rebun ครับ

ซ้าย





กลาง





ซ้าย : แหลมที่วันแรกเราเดินลงไปแล้วเดินกลับเข้าเมือง

ขวา : ทางไปสุดเกาะด้านบนเพื่อไปแหลมที่จะเดินวันที่สอง





มองดูความยาวของแหลมด้านซ้ายเต็มๆจนสุดภาพด้านขวาก็ยังไม่ถึงท่าเรือครับ





วิวเกาะ Rishiri จากบนเรือ





บรรยากาศบนเรือ พวกผมนอนสบายมากๆ

เพราะว่าบนเรือมีผู้โดยสารไม่ถึง 10 คนครับ

แตกต่างจาก Wakkanai -> Rebun คนเยอะมากกก














นั่งเรือประมาณ 1 ชั่วโมงก็ใกล้ถึงแล้วครับ

รูปวิวด้านส่วนบนของเกาะ(ด้านซ้ายเรา) ลึกเข้าไปอีกนิดจะเป็นโซน Oshidomari ครับ





ส่วนถัดมาอีกนิดก็จะเป็นเมืองและท่าเรือ Katsugata ที่เราจะไปลงครับ





วิวยอดเขา Rishiri มองไปจากเรือ








บริเวณท่าเรือครับ








และนี่คือท่าเรือและรอบๆ











พอลงมาถึงแล้ว ก็หยุดซะงักเพราะไม่เห็นป้ายชื่อพวกเรา ก็เดินๆหาก็ไม่เจอ

จนเพื่อนอีกสองคุยกับคุณลุง เพราะเค้าเข้ามาถามช่วยจัดแจงว่าพักที่ไหน เบอร์โทรไร เค้าก็จัดการโทรสอบถามให้ครับ

เค้าบอกว่าอีกประมาณ 5 นาทีมาถึง กำลังขับรถมา

และแล้วก็ได้ขึ้นรถคันนี้ครับ ซึ่งมารับพวกเรา 3 คนโดยเฉพาะ ฮ่าๆ





โดยจะนำเราไปสู่ท่าเรือ Oshidomari เพื่อไปรับรถเช่าครับ

เป็นโปรแกรมชั่นร่วมกับ Fuji Inn ที่ผมจะไปพัก คือราคา 10000 เยน รับรถวันนี้ก็สามารถคืนได้จนถึงวันที่รุ่นขึ้นตอน check-out ออกได้เลย





และเราก็ได้รถเล็กคันนี้ครับ





เค้าบอกว่ารวมค่าใช้จ่ายหมดแล้ว ไม่จ่ายเติมค่าน้ำมันอีก ขับได้เลย





เจ้าของร้านครับ

กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง เจ้าของโรงแรม เจ้าของร้านเช่า พูดอังกฤษไม่ได้เลยครับ

ต้องใช้ภาษากาย ทำท่าทางให้เค้าดู บอกว่าจะไปคืนที่สนามบิน ก็ทำท่าเครื่องบิน ขับรถก็ทำท่าถือพวกมาลัย

คุยกันประมาณ 10 นาทีได้ ไม่ได้ต้องเซ็นต์อะไรเลยอ่ะ





จากนั้นเราก็ขับรถออกไปจุดชมวิวใกล้ๆนี้ก่อน





และก็เดินขึ้นมาถ่ายรูปข้างบนครับ ได้วิวสวยๆแบบนี้





เห็นเกาะ Rebun อยู่ไกลๆ





มองเข้าไปในเมือง Oshidomari





อีกสักรูป





เราเดินขึ้นมาจากข้างล่างโน่น





ถ่ายขึ้นไป





มีรถพวกเราอยู่แค่คันเดียว





ขับรถไปเที่ยวต่อ กำจัดความเร็วอยู่ที่ 40 แต่พวกผมขับตาม speed คันข้างหน้าไว้ครับ เค้าเร่งเท่าไรเราก็เท่านั้น หุหุ








ลอดอุโมงสวยๆ








และแล้วเราก็มาถึงจุดชมวิวอีกจุดหนึ่ง

นี่คือห้องน้ำครับ





ป้ายบอกชื่อสถานที่ พร้อมกับรถบัสของกรุ๊ปทัวร์





เดินผ่านสะพานนี้ไป





เพื่อไปถ่ายภาพวิวนี้กัน











ทางเดินรอบๆสระ








ป้ายบอกทางเดินเขา

และชื่อสถานที่ตรงนี้คือ

Himenuma ครับ

เกาะ Rishiri พวกผมไม่ได้เดินเขากันครับ ขับรถวนเที่ยวจนชมวิวต่างๆอย่างเดียว

ถนนรอบเกาะถ้าจำไม่ผิดคือประมาณ 70 กิโลเมตรครับ





เห็นป้ายนี้เราพวกเราก็ลังเลว่าจะเดินขึ้นไปดีไหม

เดากันว่าเป็น 110เมตร กับ 105เมตร ไม่รู้ถูกป่าวอ่ะ ฮ่าๆ

แต่ตัดสินใจไม่เดินครับ เพราะทางเดินเป็นโคลน และมีน้ำไหลนิดหน่อย





ป้ายนี้มีภาษาอังกฤษด้วย





จากนั้นพวกเราก็ขับรถลงมาแวะจุดดูวิวนี้








มองกลับไปทางที่ลงมาเมื่อกี้





และก็ทางลง

จะเห็นสะพานข้างบน พวกเราอยากเข้าไปถ่ายรูป

แต่เมื่อกี้เห็นมีทางเข้าไป แต่เห็นสัญลักษณ์ห้ามเข้า เลยไม่แน่ใจว่าห้ามรถเข้าหรือว่าห้ามคนเข้าไปเดินเลย สรุปเราเลยไม่ได้เข้าไปครับ





ขับลงมาสักแปบก็มาแวะถ่ายวิวนี้








ไมล์รถครับ วิ่งไปเยอะมากๆ





จากนั่นเราก็ขับจาก Oshidomari มุ่งสู่โรงแรมเราที่ Oniwaki เรื่อยๆ

แล้วเราก็ยังไม่เข้าโรงแรมติดสินใจขับรถผ่านไปดูจุดชมวิวนี้ก่อน








มีรถอยู่แค่ 2 คัน





จากนั้นเราก็ขับรถไปจุดชมวิวต่อที่ Senhoushi Park ครับ





นกจริงนะครับ





อะไรอยู่ข้างล่าง เราเลยลงไปดู





ไม่มีคนเลย เราเลยลองไปเดินดูใกล้ๆ และแล้วเราก็เห็นเจ้าของสองนี้





ว่ายน้ำเล่นกันอย่างสนุก

















จากนั้นเราก็ขับรถกลับรีบไปกินข้าวที่โรงแรมครับ เพราะใกล้จะ 18.30 แล้ว

มีโต๊ะกินกันอยู่ 3 โต๊ะเย็นนี้





เมนูวันนี้ คุ้มมากๆครับ





พอกินข้าวเสร็จ เราก็ไปถามเจ้าของโรงแรมว่า Onsen ใกล้ๆมีที่ไหน

เค้าก็บอกขับรถไป 5 นาที พวกเราก็รีบไปเตรียมของ แล้วลงมาซึ่งเค้าจะขับรถนำไปส่งถึงที่

แช่กันอยู่นานจนเจ้าของโรงแรมมาแช่ด้วย เค้าก็ชวนมาเลี้ยงเบียร์ที่ร้านนี้








สรุปคืนนี้พวกเราพากันเมาครับ

เจ้าของโรงแรมเลี้ยงเบียร์ฟรี แถมอาหารเย็นยังแบบสุดยอด คุ้มมากๆกับค่าโรงแรมที่จ่ายไป 10500 เยนต่อคนครับ

เค้าบอกว่าบนเกาะนี้กินแล้วขับได้ไม่มีตำรวจจับ เฉพาะที่ Rishiri เท่านั้น!!! แต่ใน Sapporo โดนจับ ฮ่าๆ

ร้านเหล้าอยู่ใกล้โรงแรมไม่ถึง 1 กิโลอ่ะ

นอนสบายมาเพราะเหนื่อยหรือเมาก็ไม่แน่ใจ

ตื่นมากินข้าวเช้าแล้วครับ





เจ้าของโรงแรมครับ

ชื่อโรงแรม Fuji Inn http://big-hokkaido.com/fuji/english/





จากนั้นเราก็ขับรถวนไปรอบเกาะที่เหลืออีกครึ่งเกาะครับ

แวะจุดนี้กันก่อน ที่ข้ามไปเมื่อวาน





มีทัวร์มาตั้งกล้องถ่ายรูปพอดี








จากนั้นก็ไปแวะกินไอติมชาเขียว อร่อยๆมากๆที่ตรงนี้

มีทั่ว Hokkaido เลยครับ ราคาอันละ 250-300 เยนครับ





จากนั้นก็ขับรถไปเรื่อยๆจนถึง Kutsugata แล้วก็ขับเข้าไปข้างในตรงเส้นส้มๆในรูปด้านบนครับ





ก็จะเห็นป้ายทางเบี่ยงแบบนี้เป็นระยะๆ





ขับขึ้นด้วยแรงเท่านี้





แล้วก็มาถึงด้านบนครับ





ป้ายว่าเราต้องเดินขึ้นไปอีก





ซึ่งพวกเราตัดสินใจว่าไม่เดินขึ้นไปแล้ว เพราะต้องใช้เวลา อีกอย่างฝนก็ตกมาอย่างหนัก

เลยถ่ายมาได้เท่านี้





จากนั้นใกล้ๆเที่ยงแล้ว เราเลยตัดสินใจขับรถดูสนามบินกันก่อน





มีเช็คตาราง สถานะไฟล์ทยังเป็นปกติ ซึ่งมีไฟล์ทเดียวต่อวัน

เป็นเครื่องใบพัดขนาดเล็ก บินจาก New Chitose(Sapporo)<->Rishiri Island ครับ





บริเวน counter สายการบิน ANA สายการบินเดียวครับ





ฝนก็ตกมาอย่างหนักแบบไม่ขาดสาย

พวกเราเลยตัดสินใจขับรถไปเที่ยวดูอีกจุด campsite อีกทีหนึ่ง





ใครจะมานอนบนเกาะ Rishiri ผมไม่แนะนำให้ตั้ง Camp นอนครับ เพราะอากาศที่นี้เปลี่ยนแปลงบ่อยมากๆ เมื่อวานยังโอเคอยู่เลย ดีที่พวกเราทะยอยเก็บรูปได้ส่วนหนึ่งแล้ว

วันนี้พวกเราแทบไม่ได้เที่ยวไหนเลยครับ เพราะฝนตกลงมาหนักมากๆเลยครับ





พวกเราเลยตัดสินใจไปหาข้าวกินกันก่อนที่บริเวณท่าเรือ

จากนั้นค่อยไป check-in โหลดกระเป๋าแล้วมาคืนรถที่เดิม แล้วให้เจ้าของขับรถไปส่งที่สนามบินอีกที








แล้วเราก็ไปกินราเม็งครับ

พอเข้าร้านเราก็กว่าจะสื่อสารรู้เรื่องว่าจะกินไร เพราะเมนูมีแต่ตัวหนังญี่ปุ่นครับ

เค้าก็มาอธิบาย ชี้โต๊ะข้างๆ ดังนั้นพวกเราก็ชี้เมนูมั่วครับ ฮ่าๆ





จากนั้นเราก็ขับรถไป check-in ที่สนามบินครับ

พอไปถึงปรากฎว่าไฟล์ทหายไปจากตารางแล้วครับท่าน!!!

ทีนี้แล้วก็ไม่รู้จะทำไง เห็นมีคนญี่ปุ่นอยู่หนึ่งคนเลยเข้าไปถามเค้าก็คุยไม่รู้เรื่อง เลยไปกดกริ่งเรียกพนักงาน ANA มาคุย คนแรกออกมาคุยอังกฤษไม่ได้ เลยไปตามอีกคนมาคุย

สรุปว่าไฟล์ทยกเลิกเพราะสภาพอากาศย่ำแย่ครับ อ้าววว แล้วจะทำไงดีละหว่า จองอะไรไว้หมดแล้ว

ก็พยายามสอบถาม ได้ความว่าเราสามารถเปลี่ยนไปขึ้นที่ Wakkanai แทนได้ เค้าก็รีบจัดการให้ พวกผมก็ลุ้นว่าจะทันเรือ Ferry รอบทันไปหรือป่าว

ได้ตั๋วเสร็จเหยียบไปท่าเรือ หนึ่งคนขนกระเป๋าลง หนึ่งคนไปคืนรถ หนึ่งคนวิ่งไปซื้อตั๋ว สรุปทันครับ แต่ก็ลุ้นจนเหนื่อย ค่าเรืออีก 2080 เยนต่อคน

แต่ยังไม่จบครับ เพราะลงเรือที่ Wakkanai แล้วเราก็ต้องรีบวิ่งไปเรียก Taxi ไปสนามบินอีก 3000 เยนครับ พวกผมก็ลุ้นว่าจะทัน check-in ป่าว

พอถึงโน่นไฟล์ทขึ้นหน้าจอว่าเที่ยวนี้เต็มแล้ว ดีนะที่พวกผมรีบตัดสินใจเปลี่ยนไฟล์ทได้ทัน

แล้วก็ถึง New Chitose ด้วยเครื่องบิน 2 ใบพัดลำนี้ครับ

ตอนขึ้นก็ลุ้นนะครับ เพราะฝนก็ตกยังไม่ลุ้น น่ากลัวดีจัง





พอถึงสนามบิน พวกผมก็รีบไปออกตั๋ว JR Pass กับ Hokkaido Rail Pass ของแต่ละคน

แล้ววิ่งไปขึ้นรถไฟ Exp. Super Hokuto เพื่อไป Hakodate ครับ





## ขอบคุณข้อมูลและภาพสวยๆ จาก :  คุณ ^_^Ohng^_^  < www.pantip.com/blueplanet > ##



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++



Review 5 :: Hokkaido Trip :: Wakkanai>Rebun>Rishiri>Hakodate>Asahidake>Biei>Furano>Sapporo



วันที่ 5 ก.ค. 2554

วันนี้ตื่นแต่เช้ามายืนรอรถ Tram ครับ พวกผมขึ้นไปซื้ดตั๋วแบบ 1-Day Pass นั่งได้ทั้งรถบัสและแทรมครับผม

ที่แรกที่เราจะไปก็คือ Morning Market ครับ





ลืมบอกไปว่าพวกผมพักกันที่ Chisun Grand Hakodate ครับ เดินออกมาสักแปบก็ถึงสถานีแล้วครับ

จากนั้นเราก็มาลงที่สถานี Hakodate Eki Mae แล้วก็เดินเลี้ยวซ้ายไปเรื่อยๆ

พอเดินไปด้านขวามือจะเป็น JR Station แล้วด้านซ้ายจะเป็น Morning Market





เดินตรงไปครับ





แต่เราแวะเข้าไป JR Station เพื่อจองที่นั่งๆไป Asahikawa พรุ่งนี้เช้ากันก่อน





จากนั้นเดินออกมาทางเดิมแต่เดินตรงไปเรื่อยๆก็จะเจอ Morning Market ครับ





บรรยากาศรอบๆ





ปูตัวใหญ่มากกกก นี่ถ้าพวกผมไม่ได้กินขาปูที่ Rishiri Island ต้องมากินปูคนละตัวที่นี่เป็นแน่

พวกผมเห็นราคาแต่ถึงได้บอกว่าที่เกาะ Rishiri คุ้มสุดคุ้ม

















จากนั้นเราก็เดินกลับไปขึ้นรถแทรมที่สถานีเดิมเพื่อไป Goryokaku Park ครับ





ตอนนั่งมาก็เจอกลุ่มนั่งท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากมาย มาจากโซนอื่นๆครับ ก็ทักทายกัน ถามว่ามาจากไหน พอบอกว่ามาจากไทย ทุกคนรู้จักหมด และคนญี่ปุ่นถึงกับเอ่ยขอบใจกับเงินบริจาคจากไทยที่ช่วยเหลือซึนามิครับ








แบบเต็มๆ





มามุมนี้มั่ง





พอเดินวนๆเสร็จก็มาซื้อตั๋วขึ้นไปข้างบนกับพนักงานคนนี้

ราคา 840 เยนครับ





แล้วก็เดินมาต่อคิวที่นี่





พอขึ้นไปแล้วก็จะเห็นมุมนี้ กล้องไม่ใช่เลนส์ไวด์อ่ะ





ข้างบนก็จะมีโมเดลต่างๆแบบนี้

















ลืมรูปอ่ะ





ถ่ายออกไปข้างนอกบ้าง











ยอดเขาโน่น คือที่ๆเราจะขึ้นไปดูวิวตอนเย็น





ไม่กล้าเหยียบเต็มๆ กลัวร่วงอ่าาา





จากนั้นก็ลงไปนั่งรถแทรมยาวกลับไปทางเดิมจนสุดสายเพื่อไปเดินตั้งต้นตั้งแต่ Foregner's Cemetery ครับ





จริงๆจะมีที่ขึ้นไปดูวิวอยู่ข้างบน แต่พวกผมเดินมาแล้วเห็นสุสานเต็มไปหมดเลยไม่กล้าขึ้นไปครับ

วัดนี้อยู่ข้างๆ





ประวัติวัดครับ





เดินมาแล้วก็ขึ้นเนินมาจนถึง The Old Russian Consulate ครับ

ข้างในล็อคไม่มีใครเลย





ขึ้นเนินมาแบบนี้





แล้วก็เดินเรื่อยๆมาถึงตรงนี้








สักพักก็มีคนเดินออกมาจากข้างใน คู่บ่าวสาวมาจะมาเช่าชุดถ่ายรูปกันครับ





และก็มาเดินแวะที่นี้ พิพิธภัณฑ์ ชั้นแรกฟรี เลยถ่ายแต่ชั้นนี้ครับ




















แล้วก็เดินลงมาถ่ายมุมนี้





แล้วก็ด้านขวาจะเป็น Old Great Britain Consulate ครับ





จากนั้นท้องเริ่มหิวกันแล้ว เลยตัดสินใจนั่งแทรมไปกินข้าวแถวๆตอนเช้าที่ Morning Market





ซึ่งสั่งเมนูโปรโมชั่นเดียวกันหมดราคา 700 เยน

แต่ที่นี่เราเสียค่าโง่กันครับ คือเห็นปูที่มันเป็นกระดองแล้วเค้าเอาเนื้อปูมาปรุงใส่ในนั้นอ่ะ

ผมก็เห็นราคา 1200 เยน เลยไปถามเค้าว่าถ้าเอา 3 อันคือ 3 กระดองราคาเท่าไร เค้าก็บอกว่า 1200 เยน

โอเคๆก็สั่งมา 3 อัน ปรากฎว่าตอนคิดเงินเค้าคิดคนละ 1200 ครับท่าน!!!

ยังงงอยู่ทุกวันนี้เพราะในรูป 2 อัน 1200 เยน





จากนั้นก็ไปนั่งรถแทรมเล่นลงไปเรื่อยๆ





พวกผมไปเดินเล่นฆ่าเวลาในห้าง Co-op กันตั้ง 3 ชั่วโมงแหนะครับ หาซื้อของกิน ของใช้กันเพลิน

ตกเย็นพวกผมก็นั่ง Rope way ซื้อแบบ Return ราคา 1180 เยน (ถ้าจำไม่ผิด)














พอขึ้นมาข้างบน ไม่น่าเชื่อว่าหมอกเต็มไปหมดแบบนี้





เลยได้ภาพเบลอบรรยากาศตอนกลางคืน ตอนลง rope way มาได้เท่านี้











ลงมาแล้วพวกเราก็เดินกลับโรงแรมกัน เพราะอยู่ใกล้ๆนิดเดียว แล้วก็ได้แวะซื้ออันนี้กิน





ถูกมากครับ





มาถึงตรงนี้ขอขั้นแนะนำสำหรับคนที่มาเขานี้

ผมไม่แนะนำให้ขึ้น Rope way ครับ เพราะไม่คุ้ม แปบๆเอง

ตอนนั้นพวกผมซื้อตั๋ว 1-Day Pass พอดี

เพื่อนผมคนหนึ่งมันอยากแวะหมูบ้านนินจาที่โนบอริบัทซึก่อน

ก็เลยคิดว่านั่งรอฆ่าเวลา สู้นั่งรถเมล์ไปเปลี่ยนตั๋วที่ JR Station กว่า

นั่งรถเมล์ได้บรรยากาศกว่ามากๆ เพราะมันจะไต่ระดับลงช้าๆ ช่วงกลางๆจะเห็นวิวสวยมากๆเลยครับ

พวกผมลงไปทันเวลาก่อนที่ JR Office จะปิดตอน 2 ทุ่มพอดี

พอเปลี่ยนตั๋วเสร็จ ก็มานั่งรอรถเมล์ที่เดิมเพื่อขึ้นไปบนเขาอีกครั้ง

ขึ้นไปก็ยังเหมือนเดิมครับ หมอกบังหมดเลย ตอนลงมาช่วงกลางๆครับถึงจะเห็นชัดเจน

จากนั้นก็กลับโรงแรม ตื่นเช้าไปนั่งรถไฟ Exp Super Hokuto 1 รอบ 7.04 ครับ

และก็มาถึงสถานี Noboribetsu ตอน 9.13





ข้างๆก็จะมีพาร์คนี้





มาดูแผนที่กันก่อน





ที่นี้เหมาะสำหรับคนที่จะมา hot spring onsen ครับผม

ผมไปคุยกับเจ้าหน้าที่การรถไฟ เค้าบอกว่าซื้อตั๋วไปกลับกับเค้าคนละ 600เยน ได้เลย

ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามันคืนขึ้นรถไปตรง hot spring เพื่อไปต่อ rope way อีกที

พอไปถึงข้างบนจึงรู้ว่ามาผิดแล้ว เลยไปถามเจ้าหน้าที่แนะนำการท่องเที่ยว เค้าบอกว่าต้องนั่งรถเมล์อีกรอบหนึ่ง แต่มันนานเกินไปกว่าจะมีอีกคน

เค้าเลยแนะนำให้นั่งอีกสายเพื่อไปลงข้างหน้า แล้วเดินเข้าไปหมูบ้านนินจาแทนครับ

พอลงเสร็จข้างหน้าก็เดินประมาณ 15 นาที





บรรยากาศรอบๆหมู่บ้านนินจา











ทางเข้าหมูบ้านครับ ซึ่งพอเราไปถามว่าค่าเข้าคนละเท่าไร ตอนแรกนึกว่าฟรี!!!

ได้ความว่าคนละ 2900 เยน แล้วจะมีแสดงโชว์เป็นรอบๆ ซึ่งถ้าจะให้คุ้มต้องมีเวลาเกือบทั้งวันครับ

พวกผมมองหน้ากันโอเค ไม่เข้าละกัน ถ่ายรูปข้างนอกก็พอละ เพราะต้องรีบไปนั่งรถไฟไป Asahikawa รอบเที่ยง








ตอนนั้นเดินมาหน้าทางเข้าด้านใน ก็ตัดสินใจรอ Taxi อยู่สักพักก็มีมาส่งผู้โดยสารข้างใน

เราก็นั่งรอ รถขับมาไวมาก จนโบกมือเกือบไม่ทันอ่ะครับ

ผมแนะนำถ้าใครมาเกิน 5 คนแล้วมาเที่ยวแถบ Noboribetsu นั่ง Taxi ดีกว่าครับ

ราคาเริ่มที่ 570 เยน ถูกกว่าในเมืองที่เริ่ม 650 เยนครับ

นั่งจากนี่ไปสถานีรถไฟเสียประมาณ 700 เยนครับผม





จากนั้นก็ไปเดินพาร์คนี่เล่นๆ





ข้างในจะเป็นที่แสดงสัตว์น้ำครับ แต่เสียค่าเข้า เลยไม่อยากเข้าไป








นั่งรถไป Hokuto 5 ไปถึง Sapporo 12.59

มีเวลาต่อรถไฟไป Asahikawa รอบบ่ายโมงเลยไปเดินเล่นหากระเป๋าลากใหม่ แต่ยังไม่ได้

มาถึง Asahikawa ก็ไปรับรถคันนี้





ตรวจเช็คสภาพรถกันก่อน

พวกผมเช่าแบบ 48 ชั่วโมงครับ

ราคา 24 ชั่วโมงแรก 7500 เยน ถัดไป 7000 เยน แต่น้ำมันต้องเติมเต็มถังต่อส่งคืนรถ

เช่าจาก Asahikawa Station คืนได้ฟรีที่ Furano Station ครับผม

โปรโมชั่นสำหรับคนที่มี Hokkaido Rail Pass จะได้ราคานี้ครับ





จากนั้นก็มุ่งหน้าขับสู่ Asahidake พึ่งไปให้ทันอาหารเย็นรอบ 6.30 ครับ

ตอนนี้บ่ายสี่กว่าๆแล้ว





GPS กดแบบมั่ว เมนูภาษาอังกฤษ เสียงพูดแบบอังกฤษจริง แต่ชื่อสถานที่ในแผนที่เป็นญี่ปุ่นครับท่าน








ขับไปเรื่อยๆประมาณนี้





วิวรอบๆ





เจอรถบัสขวางหน้า





และแล้วก็มาถึงที่พักในค่ำคืนนี้ครับ





Daisetsuzan Shirakaba-so








เช็คอินเสร็จแล้วก็มากินข้าวเย็นครับ

ได้ห้อง 105 เป็นเตียง 2 ชั้น 2 เตียง แต่พวกผมได้นอนกัน 3 คนคืนนี้ครับ

เมนูอาหารเย็น





ข้างเราเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกชาวออสซี่พอดี เลยได้คุยกันยาว

เค้าบอกว่าพวกเราวางแผนดีที่อยู่เฉพาะ Hokkaido เพราะเค้าลงไปเที่ยงข้างล่างมาแล้วร้อนมากจนทนไม่ไหว ตอนแรกเค้าคิดว่าจะทนได้เพราะมาจากบริสเบน อากาศน่าจะเหมือนๆกัน แต่คิดผิดครับท่าน

เค้าก็บอกว่าวันนี้เช้าฝนตกหนักมาก แต่เค้าก็ไปเดินขึ้นเขา Asahidake เค้าแนะนำให้เดินขึ้นไปไม่ต้องนั่ง Rope way น่าจะสนุกดี และก็ไม่เจอหมีแบบที่เค้ากลัวๆกันด้วย

พวกผมยังไม่มีแผนพรุ่งนี้ก็เกิดสนใจได้มาครับ

บรรยากาศรอบๆโรงแรม











กินข้าวเสร็จก็พากันขับรถออกไปถ่ายรูปรอบๆมาได้เท่านี้





Rope way ข้าง แล้วยอดเขาที่ต้องปีนพรุ่งนี้





อีกรูป ต้องปีนไปยอดนั่นจริงๆครับ สวยมากๆ เป็นทริปปีนเขาที่ไม่ได้วาง แต่ประทับใจสุดๆในการเที่ยวครั้งนี้





กลับเข้าโรงแรม





ขอจบกระทู้นี้ไว้ด้วยแสงไฟยามค่ำคืนของโรงแรมที่พักครับ สวยๆ

ตอนต่อไปจะเป็นปีนเขา Asahidake ครับ

แต่ขออนุญาตลงไว้ต่อไปนะครับ เพราะตอนนี้ที่ซิดนีย์เที่ยงคืนกว่าแล้วครับ

กว่าว่าจะรีวิวไม่จบตอนจนง่วงนอนซะก่อน

มีอะไรสอบถามได้ครับผม

อ๋อ ลืมบอกราคาที่พักคืนนี้ ราคาคนละ 6530 เยนครับ พร้อมอาหารเช้าเย็น

และที่ขาดไม่ได้ในโรงแรมมี hot sprin onsen ธรรมชาติซะด้วย แช่กันสบายเลยครับ





## ขอบคุณข้อมูลและภาพสวยๆ จาก :  คุณ ^_^Ohng^_^  < www.pantip.com/blueplanet > ##



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++



Review 6 :: Hokkaido Trip :: Wakkanai>Rebun>Rishiri>Hakodate>Asahidake>Biei>Furano>Sapporo



วันนี้ผมตื่นแต่เช้า แล้วก็ไม่ชักช้ารีบไปแช่ onsen ธรรมชาติ แบบ hot spring กลางแจ้งที่มีในโซนของโรงแรมครับ

จากนั้นก็ขึ้นไปดูวิวที่ของโรงแรมครับ เป็น Tower Observatory





มองลงไปข้างล่าง





เดินมาขึ้นมาจนถึงข้างบนนี้





วิวยามเช้าจากโรงแรม





เป้าหมายของเราในวันนี้คือยอดสูงๆโน่นนนนนน





ซูมเข้าไปดูกันเลย





อาหารเช้านี้ครับ พวกผมเห็นแล้วต้องไม่อิ่มแน่ๆ

เลยเบิ้ลข้าวไปจนละ 3 ถ้วยอัพ ฮ่าๆ





เสร็จก็ไปเก็บของเตรียม check-out โดยที่สามารถฝากของต่างๆไว้ที่โรงแรมค่อยลงมาเอาได้

แต่พวกผมไม่มีไร มีแต่เสื้อผ้าที่ซักไว้แล้วค่อยมาเอาครับ

นี้คือสภาพกระเป๋าของผมครับ

ซึ่งต้องไปเสียเงินซื้อใหม่ที่ Sapporo อีก 10000กว่าเยน เพราะสภาพแบบนี้ลากกลับมาไม่ถึงซิดนีย์แน่ๆ





จากนั้นก็ขับรถขึ้นไปจอดตรงลาดจอดฟรีใกล้ๆทางขึ้น rope way





สภาพอากาศข้างบนโน่น เป็นแบบนี้ครับ

พวกผมเห็นเลยก็ลังเลว่าจะกลับไปเอาเสื้อกันหนาวมาเผื่อไว้ดีไหม

แต่ขี้เกียจกันเลยไม่ไปเอา





ตอนไปซื้อตั๋ว rope way เราถูกแนะนำจากฝรั่งออสซี่เมื่อวานว่าให้เดินขึ้นไปหรือเดินลงเอาก็ดี ให้ซื้อแบบ one way จะได้บรรยากาศอีกแบบ

แต่ฝรั่งเค้าเดินขึ้นไปถึงแค่ rope way แล้วก็เดินลง เค้าไม่ได้เดินไปต่อยอดเขาข้างบนครับ

ทีนี่เราก็คิดกันว่างั้นซื้อขาขึ้น แล้วขาลงเดินเอาแล้วกัน

พอไปซื้อตั๋วบอกเจ้าหน้าที่เท่านั้นแหละ เค้าก็ชะโงกหน้าออกมาดูแล้วก็บอกว่า ไม่ปลอดภัย อันตราย มีแต่หิมะ ไม่แนะนำให้ซื้อแบบ one way

แต่พวกเรามีไหนจะยอม ก็ตื้นจนได้ตั๋ว one way มาครับ

เดินๆไปใกล้จะขึ้นกระเช้าอยู่แล้ว วิ่งกลับไปซื้อตั๋ว return ใหม่แทบไม่ทัน ฮ่าๆๆ





สภาพป่าข้างล่างช่วงที่เป็น rope way จะเป็นป้าไม่เขียวขจี มีน้ำไหลผ่าน ทำให้เดินยากพอควร

ไม่น่าฝรั่งคนนั้นบอกว่าไม่เจอใครเลยตอนเดินขึ้น แล้วก็ไม่เจอหมีสักตัว

เค้ายังบอกอีกว่า สงสัยคนคงกลัวหมีเลยไม่มีใครเดิน!








วิวรอบๆ ช่วง rope way











สถานี rope way





มองลงไปจากตัวสถานี





วิวฝั่งซ้ายของสถานี





เดินเข้ามาก็จะมีเจ้าหน้าที่บรรยายแบบนี้ เป็นภาษาญี่ปุ่น





รายละเอียดแผนที่





ข้อมูลแจ้งเตือนครับ

มีการเตือนนักเดินเขาชาวญี่ปุ่นด้วยนะครับ

บอกว่าป้ายต่างๆจะเขียนเป็นตัวคันจิ ดังนั้นถ้าไม่แม่นอาจจะหลงทางได้!!!

แล้วพวกผมคนไทยละค๊าบบบบบ





ความสูงของยอดเขาที่จะไปพิชิตวันนี้





เดินออกจากตัวสถานีปุ๊บก็จะเจอฉากนี้ครับ

นี่คือชุดผมวันนี้ ข้างล่างคือหิมะครับ!





กว่าจะวิ่งเล่นผ่านจุดหิมะมาได้ก็เกือบหัวทิ่มครับ แฮ่ะๆ





มองลงไปดูตัวสถานี





แล้วก็มาเจอมุมนี้





เข้าใจว่าตั้งกล้องซูมถ่ายหมีกัน





ก็พยายามถ่ายไปมุมนั้นดูก็ไม่เห็นหมีสักตัว





เลยเดินผ่านตรงกลางขึ่้นมาถ่ายวิวนี้





ถ่ายวิวด้านหน้า

ตรงที่เมฆบังยอดมันคือตรงที่ๆจะต้องปีนขึ้นไปครับ โดยแล้วเดินผ่านทางสันเขาด้านขวาไปเรื่อยๆ





มีป้ายบอก แต่ไม่เห็นเลยครับ





กลิ่นกำมะถันเต็มไปหมดเลย





มีรั้วกันไว้ห้ามเดินเข้าไปใกล้





แอบรอดรั้วไปนั่งบนก้อนหิน





ซูมเข้าไปใกล้ๆ





มุมกว้าง





แล้วก็เดินลงมายืนตรงเคารพระฆัง





คนที่ขึ้นมาประมาณครึ่งหนึ่งก็จะเดินวนๆรอบๆแถวนี้ แค่เดินรอบๆนี้ก็ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงได้แล้วครับ!





มองลงไปข้างล่าง เห็นสถานีอยู่ไกลๆ





รอบๆแถวนี้





พร้อมแล้วก็เราเดินขึ้นเขา ณ ตรงนี้ไปเลย

จะสังเกตเห็นชาวญี่ปุ่นใส่รองเข้าอย่างดี พื้นแบบเกาะดิน ป้องกันการกลิ้งตกเขา

ถ้ากลิ่งตกลงมาก็ไม่เตรียมเรียกรถเก็บศพได้เลยครับ เหอๆ





มองขึ้นไปด้านหน้าด่านแรกกันก่อน

ถ้าใส่รองเท้าแตะเหมือนวันแรกนี้คงได้คานขึ้นเขาแน่ๆ





ขึ้นมาถึงด่านแรกแล้วถ่ายไปรอบๆก็จะได้เห็นวิวสวยๆแบบนี้

แต่ไปยืนตรงนั้นจริงๆจะได้บรรยากาศมากๆ





ข้างๆ ระวังอย่าหลุดขอบ ตรงลงไป





วิวด้านขวา











มองลงไป ชันเอาการนะครับ ขาลงต้องติดเบรค








ทางขึ้นข้างหน้า

ตอนนี้ได้ขึ้นมาได้ประมาณ 1/5 ของเส้นทาง





ขึ้นมาแล้วก็มองไปดูวิวสวยๆแบบนี้








แล้วมองย้อนลงไปที่เดินขึ้นเมื่อกี้





ข้างบนด้านซ้ายเป็นแบบนี้





ต้องเบี่ยงขวาหน่อยเดินขึ้นไปทางนี้





หันมองไปดูด้านขวา





ดูข้างล่างสักหน่อย





ตะโกนลงไปบอกให้เพื่อนผมทั้งสองคนรีบขึ้นมาได้แล้ว





นั่งรถบนโคดหิน แล้วหันไปถ่ายรูปนี้แล้วก็หายเหนื่อย








ยืนขึ้นรับลมเย็นๆแบบนี้ ถ้าหงายหลังลงไปก็คงไม่มีรีวิวนี้





มองขึ้นไปข้างบนก็ยังไหว!!





พักเหนื่อยหันไปถ่ายวิวสวยๆ








ขึ้นมาตรงนี้ก็เกือบจะครึ่งทางแล้ว!!!





ซูมลงไปดูโซนที่พักด้านล่าง





เดินขึ้นมาเรื่อยๆ มาถึงตรงนี้ก็เกือบจะถึงยอดแล้ว





แต่ยอดอยู่บนโน่นน





มีป้ายบอกทางแบบนี้





หันไปถ่ายโคดหิน





แล้วหันไปมองวิว ให้หายเหนื่อยอีกรูป





ไปซะโงกดูด้านซ้ายสักหน่อย





หันขึ้นไปดูข้างบน





ทางขึ้นที่ยังรอคอย





ปีนขึ้นมาเรื่อยๆ

เหนื่อยๆเลยหันไปเก็บรูปนี้





และรูปนี้





แล้วก็เดินเรื่อยๆ จนถึงยอดเขาแล้ววววว





เลยชะโงกไปถ่ายเส้นทางที่เดินขึ้นมา

แลดูไม่ไกล แต่จริงๆแล้วไกลโคตร





มองไปดูยอดเขาอื่นๆ

จริงๆมันจะมีทางเดินไปอีกยอดเขาหนึ่งได้ ระยะทาง 10 กม. ถ้าจำไม่ผิดนะครับ





ป้ายบอกทิศทางที่เลือนลาง





เอาสักหน่อย เข้ามาถึงแล้วโว้ยยยย แฮ่ะๆ





บริเวณโดยรอบและผู้พิชิต

ลุงเสื้อลายสก็อตเดินลงพร้อมกับพวกเรา ภาษาอังกฤษพูดได้ดี

เค้าเล่าประวัติต่างๆให้ฟัง

บอกว่ามีสายตัวขึ้นมาเป็นระยะด้วย ป้องกันพวกเอาดอกไม้หรือดักจับแมลงไป

แล้วยังสอนคำว่า "สุุคิเดะ" ให้พูดกับสาวญี่ฟังเวลาชอบ ฮ่าๆ แต่ยังไม่ได้มีโอกาสได้ใช้เลยอ่ะ




















ตอนแรกจะเดินลงไปดู แต่ไม่ไหวแล้วครับ กลัวเดินขึ้นมาไม่ไหว ฮ่าๆ





เดินลงมาตรงนี้เอง เดินขึ้นไปก็หอบแฮ่ะๆ








ถ่ายป้ายข้างบนกันก่อน





หันไปมองดูด เอาแรงก่อนเดินลง





เริ่มเดินลงกันดีกว่า





เดินลงมาถึงตรงนี้แล้ว

ต้องเบรคตลอด ไม่งั้นหลุดโค้งแน่ๆ





หันขึ้นไปถ่ายยอดเขาอีกสักรูป








ลงมาถึงข้างล่างแล้วถ่ายขึ้นไป








ชี้ไปบนโน่นครับที่ผมปีนไป





นั่ง rope way ลงแล้ววว





จากนั้นก็ขับรถลงจาก Asahidake แล้วเลี้ยวซ้ายขึ้นไปสำรวจดูอีกทีหนึ่งครับ

ผ่านอุโมง








ทะลุมาตรงนี้





ขับขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงทางตัน เลยจอดตรงลานนี้





และก็เดินไปต่อ เจอป้ายนี้





รูปข้างบนจะเห็นทางเดินขึ้นไปตรงบ่อน้ำด้านบน ผมเห็นป้ายถ้าจำไม่ผิดเค้าบอกว่า 10km

รูปข้างล่างบอกไรอ่าา





เห็นป้ายบอกว่า 500m เลยลองเข้าไปดู





น้ำไหลแรงมาก





มองขึ้นไปด้านบน เห็นเสาหินธรรมชาติแหลมๆแบบนี้





เดินเรื่อยๆมาจนถึงป้ายนี้ อ่านก็ไม่รู้เรื่อง





แล้วก็หันมาเห็นป้ายชี้ขึ้น แล้วมีคนเขียนบอกว่า 100m





แต่ด้านขวาเดินต่อไปไม่ได้





เดินขึ้นบันไดมันเรื่อยๆก็เจอสิ่งนี้











จากนั้นก็เดินกลับไปขึ้นรถเพื่อขับรถไปจุดหมายต่อไป Biei ครับผม

ขอจบกระทู้นี้ไว้เพียงเท่านี้ ขออภัยที่กระทู้ยาวเกินครับ เพราะวิวเยอะเกินและพยายามทำให้จบในกระทู้นี้

ขอบคุณทุกๆท่านที่ติดตามครับผม

แล้วเจอกันใหม่ในตอน Biei and Furano ครับ





## ขอบคุณข้อมูลและภาพสวยๆ จาก :  คุณ ^_^Ohng^_^  < www.pantip.com/blueplanet > ##



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++



Review 7 :: Hokkaido Trip :: Wakkanai>Rebun>Rishiri>Hakodate>Asahidake>Biei>Furano>Sapporo



มาต่อกันเลยครับ ขอโทษที่ทิ้งช่วงไปหลายวันครับผม

หลังจากกลับจากน้ำตกเราก็มีเวลาขับรถไปที่ Potato no oka ที่ Biei เพื่อไปให้ทันข้าวเย็นครับ

เริ่มด้วย GPS โดยใส่หมายเลขเข้าไป





อากาศวันนี้ดีมากครับ ตั้งแต่ปีนเข้าแล้ว มาถึง Biei ก็ยังอากาศดีมากเช่นกัน

พวกผมมาถึงโรงแรมประมาณบ่ายสี่โมงกว่า มีเวลาเหลือประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงก่อนถึงมื้อเย็น

ก็เลยไปให้เจ้าหน้าที่แนะนำเส้นทางว่าใกล้ๆแถวนี้สามารถขับรถไปเที่ยวไหนได้บ้าง

เค้าก็ให้ลากๆเส้นมาให้ขับตามนี้ๆ

ที่แรกก็มาจุดชมวิวนี้ครับ





ขึ้นไปข้างบนก็จะเห็นวิวเขียวๆเต็มไปหมด











มองลงมาตรงลานจอดรถ





โซนร้านขายของ





พอเสร็จก็ขับไปตามแผนที่เรื่อยมาจอดตรงลานนี้ แล้วก็แวะมาดูแผนที่ครับ





เห็นคนจอดรถกันเต็ม แล้วก็เดินๆไปถ่ายรูปต้นไม้นี้กัน

มันต้นอะไรหว่า ทำไมคนถึงมาถ่ายกันเยอะมากๆ





มันคือต้นนี้ครับ

Ken & Mary Tree

ประวัติ

This poplar tree was made famous in a 1972 television commercial, and named after the characters that appeared in the commercial.





จากนั้นก็ขับตามแผนที่อีก พอมาถึงปุ๊บ ก็คิดเลยว่าสงสัยเค้าให้เรามาขับรถดูต้นไม่ตามละครแน่ๆ











แล้วก็ไปอีกจุดก่อนกลับโรงแรม





ก็จะมีคนมาจอดถ่ายแบบนี้








วิวนี้ก็สวยไปอีกแบบอ่ะ





เหตุที่เลือกพักโรงแรมนี้เพราะว่าเห็นโปรโมทว่าอาหารทำจากเซฟที่มาจากโรงแรม 5 ดาว

ผมก็คิดไว้เลยต้องเป็นอาหารญี่ปุ่นหรูๆแน่ๆ

และแล้วก็ออกมาเป็นแบบนี้





ค่อนข้างผิดหวังนิดหน่อยอ่าครับ แต่อาหารรสชาติใช้ได้เลย

โต๊ะข้างๆเราเป็นคู่แฟนหญิง(เอเชียออสชี่) ชาย(แคนนาเดี่ยน) ก็คุยกันว่าไปไหนกันมาบ้าง

เค้าเล่าให้ฟังว่าเค้ามาแล้วเช่ารถไม่ได้เพราะมันไม่ใบขับขี่อินเตอร์ วันนี้เค้าเลยต้องเช่ารถจักรยานปั่นชมวิว เค้าบอกว่าเหนื่อยมากๆ ขึ้นเขาลงเขา สุดยอดมากๆ ไม่แนะนำนะครับผม ฮ่าๆ

จากนั้นกินข้าวกันเสร็จก็เลยชวนเค้าขับรถไปเที่ยวในเมืองครับ

ก็แวะถ่ายตรงสถานีรถไฟที่ Biei ตอนกลางคืน

















เมือง Biei เป็นเมืองเล็กๆครับ มีวิวสวยๆให้ถ่ายสำหรับคนชอบถ่ายรูปครับ

แต่ผมเฉยๆครับ อาจจะเป็นเพราะไป Rebun, Rishiri, Asahidake มาแล้วก็ได้

ที่นี่ก็เลยเฉยๆสำหรับพวกผมครับ

----------------------------------------

จากนั้นมองเห็นป้ายว่ามีจุดชมวิวก็เลยขับรถขึ้นไปกันครับ





แต่ก็น่าเสียดาย จินตนาการว่าขึ้นไปแล้วจะเห็นแสงไฟเมืองสวยๆ แต่คิดผิดครับ

น่าจะเป็นวิวสวยๆยามเช้ามากกว่า ตอนกลางคืนเลยเป็นแบบนี้





จากนั้นก็กลับเข้ามาที่โรงแรมครับ เพราะเค้าบอกว่า 4 ทุ่มจะปิดประตูหมด!!!

โปรแกรมวันต่อไปพวกผมก็คิดว่าจะตื่นเช้าๆไปขับรถดูวิว

แต่ก็น่าเสียดายที่วันรุ่งขึ้นฝนตกครับผม เลยเปลี่ยนโปรแกรมขับรถมุ่งตรงไป Furano เลย

พวกผมผ่านฟาร์มหลายๆฟาร์มก็ได้แต่ขับรถมอง ไม่ได้แวะเข้าไปถ่ายรูป สาเหตุก็คือฝนมันตกครับ

พอถึง Furano ก็ไปที่ Furano Station แวะเข้าไปดูแผนที่เที่ยว เค้าก็แนะนำให้ขับรถไปจุดนี้ครับ

ห่างใกล้จาก Furano พอสมควรครับ








ท้องฟ้าก็ยังไม่หาย ยังเป็นแบบนี้อยู่





ไม่ได้ลงรถ เลยยื่นมือออกไปถ่าย





ก็เลยได้วิวนี้มาครับ





ดอกไม่ยังไม่ค่อยบานเท่าไหร่ครับ ทั้ง Biei และ Furano พวกผมมาไวเกินไป ก็เลยได้เห็นประมาณนี้ครับ





ได้เวลาลงจากรถมาถ่ายรูปรอบๆครับ














เมฆยังเต็มแบบนี้อยู่เลย





ประวัติสถานที่ตรงนี้ครับ








จากนั้นขึ้นรถ ขับรถไปดูร้านขายของข้างล่างครับ

ดูแผนที่ใน GPS ซะก่อนครับ กว่าจะมาถึงได้แบบฟลุ๊คสุดๆ





ลงมาจอดจุดข้างล่างที่ร้านนี้





น่าจะเป็นชื่อร้าน Jam Jam Jam นะครับ ฮ่าๆ





มีให้ชิมฟรีเต็มเลยครับ








จากนั้นก็เดินออกมุ่งตรงไปร้านนี้ อยู่ใกล้ๆกัน





บรรยากาศภายในร้านก็จะขายของพวกนี้ครับ











ก่อนกลับก็มีรถบัสทัวร์มาลงครับ

เลยแวะถ่ายรูปร้านแรกอีกนิด








ตอนขับรถกลับเลยแวะจุดชุมวิวที่เค้าบอกว่าเห็นเมือง Furano ทั้งเมือง





หมอกฝนก็ยังลงไม่ขาดสาย





ป้ายจุดชมวิว





เข้าเมืองมาก็ไม่รู้จะไปไหน ฟาร์มก็ไม่เวิร์คเพราะฝนยังตก เลยไปที่นี่แทน





ข้างใน








ชั้นสอง

















มีสอนทำด้วย








จากนั้นก็เดินไปโรงงาน pizza นั่งกินครับ





ทั้งทริปนี้เจอฝนตกไป 2 วันน่าเสียดายจริงๆ








เต่าถ่าน











550 เยน ได้มาเท่านี้





จากนั้นก็ขับรถกลับไปสถานีรถไฟเพื่อจะต้องนั่งรถกลับ Sapporo ครับ

ขับผ่านเจอสวนสวยๆเลยแวะถ่ายข้างทาง แฮ่ะๆ





เลยแวะปั๊มน้ำมัน เค้ามาสอนให้เติมแบบนี้





ตรงข้ามปั๊มจะมีป้ายเมือง





และวิวด้านหลังครับ

ตรงเขาโน่นจะมี rope way ขึ้นไปครับ เค้าโปรโมทว่าเป็น ropeway ที่ไวที่สุดอ่ะ

แล้วเยื้องๆมาด้านขวาสุดของภาพนอกกรอบไปหน่อยจะเป็นลานขึ้นไปเล่น ski ยาวมาหิมะครับ





ภาพสุดท้ายที่ Furano ด้านหน้ามุ่งตรงสู่สถานีรถไฟครับ





ตกเย็นก็นั่งรถถึง Sapporo เดินเล่นไปทั่วๆครับ

เจอรถม้านี้สวยดี








ผ่านหอนาฬิกา





และก็มาเดินเล่นที่พาร์ค เจอพี่คนไทยเค้าบอกว่าวันก่อนไป Biei/Furano มาสวยมากๆ เค้าบอกว่าคนแถวนั้นบอกว่าอากาศดีสุดๆในรอบเดือน (วันที่ผมปีเขาและไปถึง Biei ช่วงเย็น)





จัดดอกไม่้เต็มเลย








เดินมาถ่ายตรงนี้ด้วย





แถมรูปตอนกลางคืน





จากนั้นวันรุ่งนี้ผมก็ไปส่งเพื่อนอีกสองคนที่สนามบิน New Chitose บินกลับไทยครับ

ส่วนผมคืนนี้นอนบนรถไฟ Exp. Hammanasu ถึง Amori ตอนเช้า

แล้วต่อไปนั่ง Shinkansen








แต่ว่าผมไม่มีวาสนาพอได้นั่งเจ้าข้างบนหรอกครับ ไปจองที่นั่งแล้วเค้าบอกว่าเต็มๆๆ

แม้แต่คนญี่ปุ่นเองยังจองล่วงหน้านานๆกันเลย

เลยได้นั่งเจ้า Hayate แทน











บริเวนสถานี





ถึงโตเกียวประมาณเที่ยงๆครับ ตั้งใจว่าจะเอากระเป๋าไปฝากไว้่ที่สนามบินแล้วกลับเข้ามาเดินเล่นในเมือง

แต่พอถึงสนามบินแล้วเหนื่อยเกินครับ ถือกระเป๋าขึ้นรถไฟด้วยอากาศร้อนๆของโตเกียว ก็เลยทำให้เปลี่ยนใจนั่งเล่นเน็ต กินข้าว รอไฟล์ทบินที่สนามบินดีกว่า!!!





นั่งเล่น นอนเล่น ขึ้นไปดูจุดดูเครื่องบินก็แล้ว

counter check-in ก็ยังไม่เปิดสักที





และแล้วก็ถึงเวลาที่เจ้าหน้าที่มายืนต้อนรับเตรียมเปิด





ตอนเช็คอินเจ้าหน้าที่ถามว่าจะไปไหนต่อ ก็บอกว่าจะไป Christchurch ต่อ เค้างงว่าอยู่ประเทศอะไรหรอ??? ก็ตอบไปว่า New Zealand พูดหลายรอบกว่าจะรู้เรื่อง ฮ่าๆ

เค้าก็บอกว่าไหนละวีซ่า ก็ให้เค้าดู แล้วเค้าก็ถามว่าจะกลับมาญี่ปุ่นเร็วๆนี้อีกไหม

ผมก็ตอบกลับไปโดยเร็วอย่างไม่ทันคิดว่า "No" เค้าก็ถามย้ำอีกว่าใกล้ๆนี้ละจะมาอีกมั้ย!!!

ก็คิดได้ทันทีเลยว่าผมต้องมาอีกนี้หว่าาา ก็ตอบไปว่า "Ohhh, yessss, I will come back here again this November!!!" อิอิ ก็สนทนากันนิดหน่อย บอกว่ารอบหน้าจะเน้นเที่ยวโตเกียวและรอบๆอย่างเดียวครับ

จากนั้นก็ได้เวลาขึ้นเครื่องแล้วครับ





เนื่องจากว่าผมถึง KUL ตอน 6.30 กว่าจะนั่งเครื่องไป CHC อีกที่ก็ 23.40 โน่นน

เลยวางแผนว่าจะนั่งเครื่องบินไปเดินเล่นที่ SIN ฆ่าเวลาดีกว่า อีกอย่างจะได้ใช้ Lounge ได้คุ้มเพราะใช้บัตร Priority pass ประหยัดเงินค่าข้าวไปได้เยอะ

แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นไปตามคาด พอถึงสิงคโปร์ลืมคิดไปว่ามีกระเป๋า carry ที่ไม่ยอมฝากไว้ที่ KUL(เพราะงกขี้เกียจเสียเงินเพิ่ม) มาเป็นภาระติดตัวเพราะมันหนัก 7kg หาที่ฝากที่ SIN ไม่เจอ เลยไม่ได้เดินเข้าไปในเมือง

ก็หานั่งๆเล่นๆที่สนามบินชางงีแทน มองหา lounge ที่วางแผนไว้ว่าจะนั่งๆเล่นๆแต่หาไม่เจอเพราะอยู่ใน Airside หมดเลย!!!

แต่ผมนั่ง Tiger airways กลับง่ะ เลยไม่ได้ lounge ให้นั่ง

และแล้วก็ทนเรื่อยๆจนเบื่อถึงเวลานั่งเครื่องกลับ KUL











จากนั้นก็ไปนั่งๆนอนๆเล่นที่ Premium Lounge ที่ KUL ประหยัดค่าข้าวไปได้เยอะ

และก็ถึงเวลาขึ้นเครื่อง AirAsia X KUL-CHC ครับ

ไฟล์ทนี้ผมไม่ได้ซื้อ Optiontown เลยได้นั่ง Eco ธรรมดาอยู่แถวแรกของ 2 ที่นั่งด้านหลังครับ





ข้างๆไม่มีคนนั่งครับ





ก่อน landing ที่ CHC สภาพอากาศแปรป่วนมากๆ ไม่เคยนั่งครั้งไหนเจอตกหลุมอากาศเยอะเท่านี้มาก่อน

ตัวผมเกือบอ๊วกแล้ว แต่คนนั่งเยื่องๆข้างหน้าชิงตัดหน้าไปก่อน ก็เลยรอดตัวครับ อิอิ





ขอปิดกระทู้และจบการรีวิวด้วยภาพภูเขาหิมะสวยๆครับ

แล้วเจอกันใหม่ Japan เดือน พ.ย. นี้ จะไปดูดอกไม้เปลี่ยนสีครับ








จบแล้วครับ

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชมตลอดการรีวิวครับ





## ขอบคุณข้อมูลและภาพสวยๆ จาก :  คุณ ^_^Ohng^_^  < www.pantip.com/blueplanet > ##



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++





Comment

karkar

สมาชิก
Post: 3

#2
  • โพสท์เมื่อ : 28-12-11 13:02
สวยงาม..สดใส น่าสนใจจิงๆๆ อยากไป๊..อยากไปๆๆ อิอิ 



 



แสดงความเห็น
แสดงความเห็น
(กรุณา Login ก่อน)
  

ลืมรหัสผ่าน คลิกที่นี่

ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิก ที่นี่