Follow Us


สิงคโปร์ทริป ท่องเที่ยวถ่ายรูปกับ Photo Corner

จากที่เราไปถ่าย Photo Corner กันที่ Singapore เราก็ได้ประสบการณ์การเที่ยว Singapore แบบ Back Pack กันอีกแล้วค่ะ ครั้งนี้เราไป 4 วัน 3 คืน (อยากจะบอกว่า ที่เลือกไปสิงคโปร์ ส่วนหนึ่งก็เพราะคุณต้นนะจ๊ะ อีกส่วนคือ รู้สึกติดใจจากการไปครั้งแรกค่ะ อยากจะไปดื่มด่ำกันอีกซักครั้ง เพราะคราวนั้น เป็นไปครั้งแรก ที่กะว่า จะไปทำวีดีโอพาเที่ยว แต่ด้วยความที่มือใหม่ ก็ขลุกขลักบ้าง ไม่บ้างอ่ะ เยอะเลยค่ะ ^o^)



Singapore เป็นประเทศที่เที่ยวได้ง่ายมากๆ ค่าไปไม่แพงเท่าไร แต่ค่าครองชีพค่อนข้างสูง แต่ถ้าไปไม่กี่วันก็ถือว่าไม่แพงเท่าไรนะคะ

สำหรับพวกเราแล้ว ความรู้สึกของการท่องเที่ยว มันเริ่มตั้งแต่ จัดกระเป๋าค่ะ เพราะจะได้จินตนาการว่า ชุดนี้ ชั้นจะใส่วันไหน (เอิ่ม... ถึงแม้จะเป็นแค่ท่อนล่างก็ตาม 555+) พวกเราก็เริ่มสนุกตั้งแต่ ออกจากบ้านเช้ามืด ไปขึ้นแท็กซี่เลยค่ะ เครื่องออกประมาณ 7 โมงกว่าๆ หลังจากการวิ่งไปขึ้นเครื่องบินทุลักทุเล เกือบตกเครื่องบิน เพราะเอาแต่ชิลๆ ถ่าย content เทียบราคา Duty Free ในสุวรรณภูมิกับชางฮี ยังรู้สึกผิดต่อผู้โดยสารท่านอื่นใน Flight นั้นจัง คราวหน้าไม่พลาดแล้วค่ะ



มาถึง Singapore โดยสวัสดิภาพ (หลังจากเริ่มต้นแบบไม่ค่อยสวัสดิภาพเท่าไร) จะบอกว่า ปวดขาตั้งแต่ตอนนี้แล้วค่ะ ใส่รองเท้าไม่ support เท้านัก เพราะไม่คิดว่า จะต้องวิ่งอย่างหนักขนาดนั้น



มาเจอพี่ดู๋ สัญญา ที่นี่ด้วย! พี่เค้ามาถ่ายรายการ เราก็มาถ่ายพี่เค้า พี่เค้า Friendly มาก หันหน้าแบบเต็มใจให้ถ่ายรูปกันเลยทีเดียว (ไอ้เราก็ เขินทีไร ตาเล็กทุกที -___-) และก็ได้รู้ว่า พี่ดู๋ไปถ่ายรายการที่นี่หมอชิต เทปที่ไปถ่ายพอลล่า และลูกที่สิงคโปร์ค่ะ



ตอนนี้ทุกคนพร้อมสำหรับทำ content photo corner กันแล้ว



แต่แม่ยังจิตตกเรื่องขากลับว่า ต้องไปวิ่งกับพวกเราอีกไหม สงสารแม่ มากะพวกเด็กสร้างบ้าน นี่ ชั้นจะเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่หรือเปล่านะ หลังจากเหตุการณ์วันนี้ทำให้รู้ว่า แม่แข็งแรงกว่าคนวัยเดียวกันมากๆ รักแม่นะ จุ๊บุ



ใครทำพวกเราเกือบตกเครื่อง! หือ! แว๊กกกกก......



เติมเขาแก้แค้นกันบ้างอะไรบ้าง



เมื่อมาถึงแล้วก็ต้องถ่ายกับยูนิเวอร์แซลสตูดิโอกันหน่อย... อ๊ะ ได้ถ่ายแค่กับป้ายนะ เพราะกำหนดการเราไม่ได้ไปที่นี่



เราก็มาออกที่ Terminal 2 เพื่อไปขึ้น MRT เข้าไปที่โรงแรม V Lavender



ร้านอาหารที่เมื่อ 2 ปีที่แล้วเรามาแวะทานกัน ตอนนี้เปลี่ยนเป็นร้านคายาโทสซะแล้ว



โอเค พร้อมไปโรงแรม ฉีกยิ้มสุดๆ เพราะเมื่อยมากค่า



ก่อนออกจากสนามบิน เราก็แวะซื้อ Tourist Pass แบบ 3 วัน แล้ววันสุดท้ายค่อยมาซื้ออีก 1 วัน (เรามาเที่ยว 4 วัน 3 คืน แต่ Tourist Pass มีแค่แบบ 3 วันเท่านั้น)

บัตร Singapore Tourist Pass อันนี้ เป็นบัตรสำหรับนักท่องเที่ยวใช้ขึ้น MRT และรถเมล์ได้ไม่จำกัดครั้งเลย เราคิดว่าเราเดินทางเยอะและคงมีหลงมั่งไรมั่ง เลยเลือกใช้บัตรอันนี้แทน EZLink มันจะมีอยู่ 3 แบบคือ
1. แบบ 1 วัน  ราคาใบละ $10 
2. แบบ 2 วัน  ราคาใบละ $16 
3. แบบ 3 วัน  ราคาใบละ $20
(ราคานี้ update เมื่อปี 2012 นะ เข้าไปดูรายละเอียดบัตรได้ที่ Link นี้จ้า http://www.thesingaporetouristpass.com/html/faq.php)

ในบัตรจะมีค่ามัดจำบัตร $10 เค้าจะให้ตอนเราเอาบัตรไปคืนที่เคาท์เตอร์ภายใน 5 วันนับจากวันสุดท้ายที่เราใช้งาน



หลังจากขึ้น MRT มาลงที่สถานี Lavender แล้ว เราก็มาพบกับร้านนี้ ชื่อร้าน Mr. bean



เป็นขนมปังไส้ต่างๆ ตอนแรกก็คิดว่า ไม่หิวนะ ไม่ต้องแวะกินก็ได้ แต่พอได้กลิ่น และเห็นไส้นานาชนิด มันก็หิวขึ้นมาซะอย่างงั้นเลยอ่ะค่ะ ไม่ได้ละ ต้องไปซื้อทานซะหน่อย



ได้อ่านข้อมูลมาจาก Internet ว่า เค้ามาเจอโดยบังเอิญ แล้วมันอร่อย เราก็เลยขอประเดิมมื้อแรกกับเจ้านี่ละกัน



มันมีหลายไส้มากๆเลย ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่ขนมไส้ถั่วแดง สังขยา คัสตาร์ดไรงี้ แต่จริงๆมันมีไส้ทูน่า egg mayo ไส้ชีสด้วย เหมือนกับเป็นแซนวิชแบบนึงเลยหล่ะ



ว่าแล้วก็จัดมาเลย เอามาแต่พวกไส้เค็มๆ เพราะออกอาการหิวข้าวแล้ว ต้องการของคาวเท่านั้น



อันนี้ไส้ชีส เค็มๆ หอมๆ อร่อยมาก จะบอกว่า มันช่วยได้มากค่ะ ทั้งอร่อย และอิ่มสบายท้องเลยล่ะ



อันนี้ไส้ทูน่า ก็อร่อยอีกเหมือนกัน อีกไส้คือ egg mayo ที่อร่อยแต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาอ่ะ คือทนไม่ไหวแว้ววววว ทานก่อนละ



โดยรวมร้านนี้อร่อยสมกับที่เค้าแนะนำเลย ถ้าใครมีโอกาสแวะซื้อเลยนะคะ รับรองว่าติดใจ



จำหน้าเจ้านี่เอาไว้ ถ้ามา Singapore ก็มาลองกันได้ (น่ารักเน๊อะ)



พอขึ้นมาจากสถานี MRT Lavender เราก็เดินต่อไปอีกหน่อยก็ถึงโรงแรม V Lavender แล้วหล่ะ จริงๆ แล้วรู้สึกชอบโรงแรมนี้มากตรงที่มันอยู่ใกล้ MRT ม๊ากกก เรียกว่าขึ้นมาปุ๊บเดินตรงไปอีกนิดเดียว แล้วเลี้ยวขวาก็เจอโรงแรมแล้ว เวลาเรามาเที่ยวส่วนใหญ่เราก็ใช้ MRT ในการเดินทาง พอได้โรงแรมใกล้ MRT แบบนี้มันเลยสะดวกมาก แถมระหว่างทางเดินไปโรงแรมก็มีร้านอาหารเพียบเลย แถมยังมี Food court อีกตะหาก รับรองว่าไม่ขาดแคลนอาหารแน่นอน และร้านหมูแผ่นที่ว่าเดิ้น เข้าแถวซื้อก็อยู่ที่นี่ด้วยนะคะ อร่อยมากเลย อิอิ



พอเช็คอินห้องเรียบร้อยปุ๊บ ฝนก็ตกปั๊บเลย เลยได้โอกาสงัดเสื้อฝนที่ซื้อจากโลตัสมาใช้ พอใส่แล้วดูเหมือนมนุษย์อวกาศนิดหน่อย..... อืมมม... ไม่นิดอ่ะ



เราสังเกตว่า คน Singapore ไม่มีใครใส่เสื้อฝนแบบเราเลย แว๊กกก ทำไงได้ ใส่ไปก่อน ไม่อยากเป็นหวัดซะก่อนจบทริปง่า



เรากำลังจะไปไหนหนะรึ?
เรากำลังจะไปกินข้าวมันไก่สิงคโปร์ที่ร้าน บุญ ตง กี้ (Boon Tong Kee)
เราก็เลยขึ้น MRT มาที่สถานี Novena และก็เดินข้ามถนนมานั่งรถเมล์สาย 131 หรือ 21 ก็ได้ โดยนั่งไป 6 ป้าย หรือถ้าใครมีกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรง เดินทน ก็เดินเอาก็ได้ ; P



ใกล้ๆ จะลงก็มองทางขวาไว้ ร้านมันจะอยู่ขวามือ (ฝั่งตรงข้ามกับเรา) พอเห็นหน้าร้านแบบนี้แสดงว่ามาถูกละ ให้ลงรถเมล์ได้เรย จากนั้นเราก็ข้ามสะพานลอยไปที่ร้านกัน



มาถึงร้าน Boon Tong Kee สาขา ถนน Balestier  แล้ว มาเริ่มหม่ำกันเถอะ

ร้าน Boon Tong Kee มีชื่อเสียงด้านข้าวมันไก่มานานแล้ว เราเลือกมาสาขานี้ เพราะที่ค้นข้อมูลมา เค้าบอกว่า สาขานี้ ร้านนั่งสบาย ดูใหม่ๆ ก็เลยเลือกมาที่นี่ค่ะ

ร้านนี้ ถือเป็นร้านข้าวมันไก่ไหหลำระดับ 5 ดาว เป็นอาหารประจำชาติสิงคโปร์ มีเสิร์ฟอยู่ในสิงคโปร์แอร์ไลน์ด้วย

เริ่มต้นด้วยการเสิร์ฟผ้าเย็นก่อนเลย



ออเดิร์ฟพวกนี้ต้องซื้อเพิ่ม เค้าจะ offer มาให้เรา เราจะเอาก็ได้ ไม่เอาก็ได้ แต่ไหนๆเราก็มาลองแล้ว ต้องเอาไว้ อันนี้เป็นถั่วลิสง รสชาติรวมๆ เหมือนถั่วต้มในน้ำซุปที่มีความข้นนิดนึง จานนี้ ราคา 2 เหรียญ
(ราคาที่แจ้งในนี้ เป็นราคา ณ วันที่พวกเราไปกัน ที่ Exchange rate 1 SGD = 25 Baht โดยประมาณ)



หมูอันนี้อร่อยมากๆๆๆ แปลกดีคือ เป็นหมูที่เสิร์ฟ ในถ้วย เหมือนถ้วยไอติมในบางร้านอาหารในประเทศไทย ถึงหน้าตาจะดูมันเยิ้มขนาดนี้ รสชาติ ไม่ได้ดูเลี่ยนอย่างหน้าตาเลยค่ะ เป็นหมู 3 ชาติ รสชาติรวมๆ คล้ายหมูในซาลาเปาหมูแดง แต่กลิ่นพริกไทยไม่แรงเท่า ออกหวานนิดๆ จะให้ดี แนะนำให้จิ้มกับน้ำจิ้มพริกตำที่เค้าเสิร์ฟมาด้วย มันลงตัวทีเดียวค่ะ ....... ถ้าไม่กลัวว่าจะอ้วน จะจัดให้หมดคนเดียว 555+ แต่หมูนี่ 4 เหรียญนะ



จานนี้ เป็นไข่เยี่ยวม้า ที่โรยหน้าอย่างเยอะด้วยขิง กับ พริกซอย ไข่เยี่ยวม้า จะมีรสหวานแนะนำให้ทานไปพร้อมกับขิง และพริก จะได้อีกรสชาติไม่ค่อยคุ้นชิน แต่อร่อยทีเดียว เพราะความหอมของขิง ช่วยทำให้ไม่หวานเลี่ยนค่ะ จานนี้ราคา 2 เหรียญ



ไก่จานนี้ 15 เหรียญ เป็นไก่ต้มครึ่งตัว ต้มพร้อมกับน้ำซีอิ๊ว สิ่งที่สะดุดเลยคือ กลิ่นที่น่าทานมาก



น้ำจิ้มสำหรับข้าวมันไก่ไหหลำ ก็ตามสไตล์ ใครที่เคยทานมาก่อนจะรู้ว่ามันจะเป็นน้ำจ้ิมพริกตำรสแซ่บ เวลาทาน เราไปได้ความรู้มาจากร้าน Orchard ที่ Esplanade รัชดา เค้าบอกว่า เวลาทาน ให้เราน้ำจิ้ม คลุกกับข้าว แล้วทานไปพร้อมกับไก่ คือ เค้าจะไม่เอาน้ำจิ้มราดไปบนไก่น่ะ อันนี้ ชาวสิงคโปร์จริงๆ เค้าทำกันหรือเปล่าไม่รู้ แต่คิดว่าวิธีนี้ นะจะจริงๆ เพราะการที่ไม่ราดน้ำจิ้มไปบนไก่ มันทำให้เราได้รสชาติของไก่ที่เค้าสู้อุตส่าห์ต้มมากับซีอิ๊ว ไม่เสียไป เวลาทาน ก็เลยได้กลิ่นหอมๆ ของซีอิ๊วไปด้วยค่ะ



และใครที่อยากได้ความหวานเพิ่มเติม ก็แนะนำให้ใส่ซีอิ๊วหวานด้วยนะคะ ครบรสๆ



พอความอยากรู้ อยากเห็น อยากชิมอาหารหมดลง หนังท้องอิ่มพอสมควร เราก็เริ่มตา และสนใจอีกสิ่งต่อไป คือบรรยากาศร้านค่ะ อิอิ จริงๆ บรรยากาศร้าน ถ้าจะให้เทียบ มันจะออกแนว แบรนด์ S&P แม่ศรีเรือน ร้านสีฟ้า อะไรประเภทนี้ค่ะ ถือว่า นั่งสบายๆ อ้อ ก็เป็นร้านข้าวมันไก่ติดแอร์แบบโก๊ะตี๋ ประมาณนี้



แต่จุดเด่นๆ อีกจุด ที่อยากนะเล่าให้ฟัง คือ พนักงานเค้า Friendly มากๆ คือ หน้าตาเป็นคนจีนมีอายุ ตอนแรก นึกว่าจะดุ แบบคนจีนมีอายุ ที่มักจะพูดเสียงดังๆ ดุๆ แต่ไม่เลยค่ะ เค้าใจดี และเทคแคร์ดีมาก ยิ้มแย้ม เค้าถามว่า English หรือ Chinese เราก็เลือก English แต่ก็ยังฟังอยู่ดีค่ะ เป็น English ออกนำเนียงจีนๆ แต่เค้าก็ไม่รำคาญ เค้าก็พยายามสื่อสารกะเราจะได้อาหารมา ทำให้เรานักท่องเที่ยว ไม่รู้สึกแย่ ชอบมากเลยค่ะ



อิ่มอร่อย แล้วก็มีแรงไปต่อกันอีกจุดหมายปลายทาง ที่เราต้องถ่าย Photo Corner กัน ระหว่างทางเดิน หันไปเห็นตัวเองกะคู ก็ซะหน่อยนะ เก็บไว้เป็นที่ระทึก ว่า ทำไปด๊ายยยยย "เสื้อฝน Thailand Olny"



หลังจากนั้นเราก็มาถ่ายรูปกันที่ด้านบนของโรงแรม Marina Bay Sand ที่ชื่อว่า Sand Skypark จะขึ้นมาบนนี้ ต้องเสียค่าเข้า 17 เหรียญ สำหรับเด็ก ก็อีกราคานึงนะ สำหรับใครอยากพกขาตั้งกล้องแบบ Tripod ละก็ อด ค่ะ เพราะเค้าไม่ให้ใช้ขาตั้ง แต่ถ้าเป็น Monopod ละก็มีสิทธิ์ แต่ก็อย่าพกถือแบบประเจิดประเจ้อ เพราะเราเองก้ไม่แน่ใจว่า ถ้าเป็น ขาแบบอื่นเค้าจะให้หรือเปล่าค่ะ 

บนนี้ บรรยากาศดีมาก สวย เห็นวิวสิงคโปร์สุดลูกหู ลูกตาเลย จากบนนี้ มองไปเห็นสิงคโปร์ริมน้ำจากตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม เหลือตัวเล็กติ๊ดเดียว อยากเห็นภาพเยอะว่านี้ ให้เข้าไปดูที่ลิงค์นี้นะคะ /Article/102/7770 ได้ดูภาพกันอย่างจุใจค่ะ



หลังจากถ่ายรูปเสร็จ ก็หมดแรงไปตามๆ กันหลังจากที่วิ่งที่สนามบินในตอนเช้า ปวดขา และหลับปุ๋ยไปเลย แถมเช้าวันรุ่งขึ้น ได้พูดคุยกับคนไทยที่ไปพักโรงแรมเดียวกัน เค้าบอกว่า กลางดึก มีสัญญานเตือนภัยร้องดัง คนไทยออกมากันใหญ่ เค้าถามว่า เราได้ยินมั้ย ขอบอกว่า หลับไม่รู้เรื่องเลยค่ะ ไม่ได้ยินอะไรใดๆ ทั้งสิ้น -____- Zzz Zzzz ....

เช้าวันถัดไป เราก็มาถ่ายรูปกันที่บริเวณ Marina Bay

ตอนเช้าก็ฟ้าสวยๆอยู่ดีๆ พอสายๆ เมฆมากันแบบว่า... คล้ายกับ ถ้าวันนี้เป็นวันที่ 21-12-12 ก็คงเชื่อสนิท ว่าโลกจะแตกแล้ว ทรงท้องฟ้า ดูอย่างกับพายุสริยะ ที่จะพัดโลกเราไปอยู่อีกด้านของกาแล็คซี่ได้ มันน่ากลัวมากค่ะ แล้วหลังจากนั้น ฝนก็ต้อง พวกเรา รีบวิ่งไปหลบฝนกันที่ร้านกาแฟใกล้ๆ ส่วนตัวเก้าอยู่ในร้านกาแฟ เรียบร้อย ได้แต่ให้กำลังใจ คู กะแม่ว่า เร็วๆๆๆๆ ปรบมือส่งแรงเชียร์ คูมาถึงบอกว่า ช่วยได้มากเลยพี่เก้า เชียร์อยู่ที่นี่ -___-  เราก็แหม ไม่ต้องเกรงใจ โฮะๆๆ



หลังฝนหยุดตก เราก็ไป acting ถ่ายรูปกับเมอร์ไลออนส์กันต่ออย่างหนุกหนาน โดยที่ไม่สนใจละว่า ฟ้าจะสวยป่าว ขอแอ๊คเล่นหน่อยเหอะ อิอิ



ใครจะครีเอยังไงก็สุดแท้แต่



คิดกันมาจากเมืองไทย ก็งัดกันมาใช้ตอนเนี้ยแหละ



ฟู่ดดดดดด



ท่าสุดคลาสิค



คูเอาบ้าง กระโดดอย่างจริงจัง ทั้งหน้าตา และท่าทาง



ฝนตกแรง ดอกไม้ร่วง เก็บมาทำตัวเป็นสมทรง 555 แม่ก็เอากะเค้าด้วย



แม่ก็ทนไม่ไหว เล่นกับเค้าด้วย "ยายจะเอาภาพไปอวดเพื่อนบ้าน..."



ยาย วางมือไม่โดนซะที ก็เลยเข้าไปช่วย ประมาณนี้นะยายนะ



เกทับกันไปมา แต่กว่าจะได้ภาพนี้ ก็สงสารตากล้อง ขยับไป ขยับมาอยู่นาน กว่าจะได้ตำแหน่ง



เล่นกันจนหนำใจ อ่ะ มื้อเที่ยงมาถึงแว้วววววว....
สำหรับมื้อเที่ยง เราจะไปกินอาหารอินเดียที่ร้านขึ้นชื่อกันในย่าน Little India กัน ร้านอะไรน๊ออออ

อ๊ะ ต้องผ่านถนน Buffalo ซะด้วย



ถึงแล้ว ร้านขึ้นชื่อร้านนึงของ Singapore นั่นก็คือ Banana Leaf Apolo  อยู่ที่ Little India Arcade เรามาที่สาขานี้ เพราะจากข้อมูลในอินเตอร์เน็ท เค้าบอกว่า ร้านที่สาขานี้ ดี เป็นร้านใหญ่ และสะอาดค่ะ



ร้านนี้ มีจุดเด่นคือ เป็นการทานอาหารบนใบตอง คนท้องถิ่นเลย เค้าจะใช้มือทานอาหาร คือปั้นข้าวใส่ปากกันเลย แต่ถ้าเป็นน้ำแกง เค้าจะใช้ช้อนนะ อิอิ จะใช้มือหยิบน้ำแกงได้ไง ^^''

เมนูเด็ดของร้านคือ ชุดอาหารอินเดียเหนือ หรือ North India แกงเผ็ดหัวปลา ที่เราสั่งไปคือ Size กลาง และที่ทางร้านแนะนำคือ เหมือนเป็นไก่คลุกกับเครื่องแกง ทานกับข้าว

มาเริ่มกันที่ Papadum เหมือนเป็นเมนูประจำชาติของอาหารอินเดียเค้าเลยล่ะ เป็นแผ่นแป้งกรอบๆ รสชาติออก เค็มนิดๆ เอาไว้ทานเล่นๆ ก็ได้ หรือทานกับแกงก็ได้ อร่อยดีนะ ทานเล่นๆ ไปเรื่อย ก็เพลินดี



บริการโดยแขกผู้มีอัธยาศัยดี บริการดี ต้อนรับนักท่องเที่ยวมาก และเค้าจะช่วยถ่ายรูปให้พวกเราด้วย เค้าคิดว่า เราได้อยากภาพซักภาพที่ครบทุกคน ก็เลยหยิบจากมือคูเอากล้องช่วยถ่ายให้ แต่กล้องที่คูถืออยู่เป็น 5D ที่ต้องกดโฟกัสอีกปุ่ม ภาพที่เราได้ ก็เลยเบลอทั้งภาพ อิอิ แต่ก็ถือว่าเค้ามีน้ำใจทีเดียวค่ะ

เราก็ยพยายามจะถ่ายรูป เวลาที่เค้าเสิร์ฟนะ แต่คือปกติเค้าจะตักเร็วมาก เรียกว่าถ่ายรูปกันไม่ทัน แต่นี่เค้าอุตส่าห์ act ให้เราถ่ายรูปด้วยนะ คือประมาณว่า ไม่ได้แอ้มชั้นหรอก ถ้าชั้นไม่หยุดให้หล่อนน่ะ 555+



ดูความเร็วของการตักซะก่อน



นี่แหละ ข้าวแบบอินเดีย กินกันบนใบตอง มีเครื่องเคียงรอบๆด้วยๆ เม็ดข้าวผอมๆ เหมือนว่า เค้าผัดกับกระเทียมหรือเปล่า เพราะได้กลิ่นนะ รวมๆ ใครที่คิดว่า ข้าวสไตล์นี้จะมีกลิ่นเครื่องเทศอะไรฉุนๆ นี่ไม่มีเลยค่ะ เก้าว่าถูกปากคนไทยนะ อาหารโรงแรมในไทยบางแห่ง เก้าว่ายังเครื่องเทศแรงไปหน่อยเลยอ่ะ เครื่องเคียงที่เค้าตักให้ในจานข้าวเรา รสชาติมันเหมือนแกงเผ็ดแต่ไม่ข้นขนาดนั้นนะมีความเผ็ดนิดหน่อย และผักที่อยู่ข้างๆ กันจะคล้ายกับผักดอง ที่อยู่ในแกงเผ็ดแบบไม่ข้น ดูแปลกๆ รวมๆ แล้วก็เป็นรสชาติที่เราพวกเราคุ้นเคยค่ะ อร่อยดีนะ



คราวนี้ เรามาดูเมนูที่เราสั่งกันดีกว่า เราจะเน้นสั่งเฉพาะ ที่เป็นเมนูแนะนำของทางร้าน โดยเราจะเลือกที่มีสัญลักษณ์หมวกเชฟค่ะ

เมนูนี้คือแกงหัวปลา ขนาดกลาง (คือเค้าจะมีให้เลือก เล็ก กลาง ใหญ่ค่ะ... นี่ขนาดกลางนะ ใหญ่จะขนาดไหนนี่) เนื้อปลาแน่นมาก กลิ่นปลาค่อนข้างแรง เป็นแกงที่คล้ายกับแกงส้มมาก คือ ถ้าเทียบกับแกงส้ม แกงหัวปลานี่จะข้นกว่าหน่อย แต่รสชาติคล้ายกัน เห็นสีแรงๆ แบบนี้ ไม่ค่อยเผ็ดนะคะ



เมนูนี้คือ ไก่ผัดกับเครื่องแกง รสชาติออกหวานนิดๆ เค็มหน่อยๆ แต่มีความเผ็ด และเข้มข้นเครื่องแกง ขอบอกว่า เผ็ดกว่าแกงหัวปลา ไม่น่าเชื่อเนอะ อร่อยเกินคาด ถึงกับควบคุมตัวเองไม่ได้ พูดแต่คำว่า อร่อยดีอ่ะ อร่อยดีอ่ะ ไอ้นี่อร่อยดีอ่ะ ><



ขอแนะนำว่า ถ้าใครอยากมาชิมอาหารอินเดียแท้ๆ นะ ให้มาร้านที่เค้าเชี่ยวชาญทางนี้เลยดีกว่าค่ะ ไปทาน Food Court จะไม่ได้รสชาติแบบนี้นะ



บรรยากาศของร้านไม่ได้สวยมากมาย แต่ก็ไม่ได้เลวร้านอะไร เหมือนร้านอาหารไทยๆ ของเรานั่นแหละ เพียงแต่เราจะได้บรรยากาศของความเป็นอินเดียก็ต้องพนักงานเสิร์ฟที่เป็นคนอินเดียนี่แหล่ะค่ะ เราเลยรู้สึกว่า อื้ม เราอยู่ถูกที่แว้วววววว



ชาอินเดีย! อันนี้นอกแผน ยายอยากชิม ก็เลยลองสั่งดูค่ะ

เป็นชาที่เรา recommend ให้ลองจริงๆ คือมันไม่เหมือนชาปกติๆ ของบ้านเรา มันจะมีกลิ่นสมุนไพรด้วย
ถามว่าอร่อยไหม? อร่อยเลยหละ



แม่อยากไปอินเดียเพื่อไปกินชาอันนี้มาก



ไม่ต้องไปถึงอินเดียหรอก แค่อินเดียน้อยก็พอแล้ว อิอิ เพราะเพื่อนร่วมทริปจะมีปัญหากะห้องน้ำมากมาย ^^''



อิ่มแล้วก็มีแรงเดินต่อแล้วค่ะ ไป Orchard กันเถอะ อยาก Shopping แว้ววววว

ใช้รถไฟฟ้าเหมือนเดิม ตรงเซเว่นที่ MRT Orchard มี Magnum หน้าตาประหลาดขายอยู่ เราเลยซื้อมาลองซะหน่อย เป็น Magnum รุ่น Temptation มี 2 รส คือ เฮเซลนัท กับ Fruit & Nuts



หรูมะ แท่งละร้อยกว่าบาท Packaging เอาไปเต็ม 100 ชอบจัง



ข้างในเป็นไส้ผลไม้ มีไส้เชอรี่กับใส้ถั่วอะไรซักอย่าง ขอบอกว่าไส้เชอรี่อร่อยมาก



พอพูดถึงไอติม เราก็เลย เดินออกไปด้านนอก เพื่อไปลองไอติมตัดแบบนี้บ้าง เห็นมีขายดาดดื่น เยอะแยะมากมาย ที่ถนน Orchard และก็มีคนซื้ออยู่ตลอด จะบอกว่าเราเจอความแปลกของไอติมประเภทนี้



ความแปลกไม่ได้อยู่ที่รสชาติ แต่เราจะพูดถึงรสชาติก่อน เราสามารถเลือกรสไอศครีมที่เราชอบได้ อันนี้รสช็อคโกแล็ต



ส่วนอันนี้รสมิ้นท์ เค้าเอาวางบนขนมปังแผ่น แบบนี้ แล้วพับ ทานเหมือนเป็นแซนวิช บางร้าน Creative ขนมปังมีสีพาสเทล น่าทานมากกกก อย่างร้านนี้เป็นต้น รู้สึกชอบมาก เพราะไอศครีมรสชาติเข้มข้น ตามสไตล์วอลล์ ทานพร้อมกับขนมปัง อร่อยมากค่ะ บางร้านไม่ได้ใช้ไอศครีมวอลล์ เป็นไอศครีมยี่ห้ออื่นแทน



มาถึงความแปลก ความแปลกที่พูดถึงคือ อยู่ที่ตัวคนขาย คือ ไอติมแบบนี้ จะมีแต่คนขายที่แก่ๆ เท่านั้น!!! เหมือนถั่วที่เค้ามอบสัมปทานให้แขกเท่านั้นที่ขายถั่วได้ อันนี้ ก็เหมือนสัมปทานให้คนชราเท่านั้นที่ขายได้



เราพิสูจน์ด้วยการเดินสำรวจทั้งถนน Orchard

คนแรก





คนสอง



คนสาม เห็นไกลๆ ลุงหรือป่าว?



ลุง!!!



คนที่สี่ ก็ยังคงเป็นลุง



หมดแล้วพิสูจน์แล้ว ต้องรีบไปถ่ายคลิปกันต่อที่ Marina Bay แต่แล้วก็ยังมาเจอไอติมตัดอีก
เราก็เลยรี่เข้าไปหา ดูไกลๆ คราวนี้ดูไม่น่าใช่ลุง ดูหนุ่มๆ เนอะ



ใกล้เข้ามา



ลุงค่ะท่าน!!!

โอเค เข้าใจแล้ว อาชีพนี้ผูกขาดเฉพาะลุงเท่านั้นที่ทำได้!!!

ถ้าใครมีโอกาสไปสิงคโปร์ แล้วผู้รับมอบสัมปทานเปลี่ยนไป ก็มาโพสท์รูปให้ดูอัพเดทกันหน่อยนะคะ ^^



วันถัดไปเราก็ออกไปถ่ายรูปกันแต่เช้า เราก็ฝากท้องไว้กับขนมปังร้านนี้ ขายตั้งแต่ตี 5 กันเลยทีเดียว



มีไส้ให้เลือกหลากหลายมากเลยค่ะ



หลังจากถ่ายรูปเสร็จ เราก็มีกำหนดการจะต้องมาชิม บัก กุด เต๋ ที่ร้านขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งของสิงคโปร์ นั่นคือร้าน อึ้ง อะ โส่ย (ถ้าอ่านจากภาษาอังกฤษจะอ่านยากมาก) อิ้ง อา โส่ย อยู่บนถนน Runggoon ลงรถไฟฟ้า NE8 ออกจากรถไฟฟ้า เจอสี่แยกเลี้ยวขวา จะเจอถนน Runggoon เดินไปเรื่อยๆ อาจจะรู้สึกว่าทำไมมันเงียบเหงาอย่างงี้ นี่ชั้นมาถูกที่รึป่าว แต่อย่าท้อ เดินไปเรื่อยๆ อีกหน่อย ก็จะเจอร้านค่ะ



ตอนแรกนึกว่าเป็นร้านที่ดูจีนๆ ไม่ได้ตกแต่งอะไร เพราะหน้าร้านดูเป็นตึกแถว

แต่พอเข้ามา รู้สึกได้เลยว่ามีการตกแต่งและมีดีไซน์ มีคอนเซ็ปท์ ความเป็นจีน และดูมีบ่งบอกว่า ชั้นเป็นร้านบักกุดเต๋ดั้งเดิมนะ รับรองไม่ผิดหวัง ประมาณนี้



ถือว่าบรรยากาศดีเลยหละ (ดีกว่าที่คิดไว้เยอะ)



เมนูก็ประมาณนี้ มีไม่มาก

ก่อนอื่นมารู้จักกับบักกุดเต๋กันก่อน สำหรับน้องวัยเด็กแรกเกิด อาจจะไม่รู้ว่า มันคืออะไร มันคือ น้ำแกงแบบจีนที่นิยมทานในมาเลเซีย สิงคโปร์ จีน ไต้หวัน ในไทยก็มีอยู่บ้าง แปลตามตัวแปลว่า น้ำชากระดูกและเนื้อสัตว์ เค้าจะต้มซี่โครงหมู พร้อมสมุนไพรและเครื่องเทศ ด้วยกันเป็นเวลานานๆ อาจจะมีพวกเครื่องในบ้าง เห็ดบาง เต้าหู้บ้าง ทำไมเลือกร้านนี้ ก็เค้าบอกว่า เป็นร้านบักกุดเต๋ที่อร่อยที่สุดในสิงคโปร์

มันเป็นยังไง ชิมกันเลยดีกว่า




 
ปาท่องโก๋ ราคา 2 เหรียญ หั่นมาเป็นชิ้นๆ กรอบๆ เห็นเมนูก็รู้สึกอยากทานขึ้นมาค่ะ เลยลองสั่งดู ทานแทนข้าวอะไรงี้ก็ได้นะ



แกงจืดผักตั้งโอ๋ ราคา 3 เหรียญ เป็นซุปผักเลยล่ะ น้ำแกงมีรสชาติ แต่คนไม่ชอบทานผัก คงไม่ชอบเจ้าน้ำแกงถ้วยนี้แน่ อิอิ



มาแว้วววว บักกุดเต๋ กระดูกหมู ในเมนูเค้าจะเขียนว่า เป็น Signature Spare Ribs Soup ราคา 8 เหรียญ ที่อ่านมาจากเน็ท เค้าบอกว่า เนื้่อร่วนมาก เห็นแบบนี้ อาจจะคิดว่า ร่วน นุ่ม ก็ไม่ขนาดนั้นนะ ก็ยังมีความเหนียวอยู่บ้าง แต่ไม่มาก ไม่ได้ร่วนเหมือนกับตุ๋นมานาน แอบคิดเล่นๆ ว่า ถ้าใส่เยื่อไผ่ จะอร่อยกว่านี้มั้ยนะ น้ำซุป สำหรับพวกเรา น่าจะไม่ใช่แนวถนัดเพราะเรารู้สึกว่า ที่แม่ทำให้ทาน อร่อยกว่านะ คือ ถ้าคาดหวังว่า โห อร่อยโฮก อาจจะผิดหวังเล็กน้อย แต่แม่บอกว่าอร่อยมาก เราก็เลยคิดว่า มันอาจจะไม่ใช่แนวเรา แต่เป็นแนวคนที่ชอบซดน้ำซุป อะไรประมาณนี้ค่ะ ก็ความชอบนะ ลิ้นใครลิ้นมันค่ะ เอาเป็นว่า แม่บอกอร่อย แถมแม่ยังซดน้ำซุปจนเกลี้ยงชาม ทางร้านก็เติมน้ำซุปให้ด้วยค่ะ ^o^



เมนูนี้ เค้าเขียนว่า Signature Pork Ribs Soup ราคา 5.50 เหรียญ ตัวน้ำแกงไม่ต่างกัน ต่างกันตรงชิ้นกระดูกหมูค่ะ อร่อยอีกแล่วววววว แม่บอก



Signature Spare & Pork Ribs Combo Soup ราคา 7 เหรียญ โดยสรุปคือ น้ำแกงเหมือนกัน ต่างกันแค่กระดูกชิ้นหมูค่ะ



จานนี้ คือเต้าหู้ในน้ำพะโล้ ราคา 2 เหรียญ คือจะมีเต้าหู้ 2 แบบให้เลือกทาน แบบทางด้านขวา จะเนื้อแน่น ได้รสชาติเต้าหู้เต็มๆ แต่ทางด้านซ้าย เหมือนเอาเต้าหู่้ที่ทอดแล้ว มาทำพะโล้อีกที ถึงจะบอกว่า เป็นพะโล้ แต่ไม่ได้หวานเหมือนไข่พะโล้นะคะ อร่อยดีจานนี้



มาถึงเครืื่องในกันบ้าง เป็นไส้หมูในน้ำพะโล้ ราคา 5.50 เหรียญ ตัวไส้ออกเค็มๆ ถือว่าอร่อยสำหรับคนที่ชอบทานเครื่องในค่ะ



สำหรับบนโต๊ะสิ่งที่จะมีวางไว้ให้เรา ก็พวกซีอิ้วหวาน เค็ม และน้ำจิ้มที่เป็นแบบพริกตำ เปรี้ยวๆ เผ็ดๆ ค่ะ โดยรวม ร้านอึ้ง อา โส่ย คนที่ชอบอาหารสไตล์นี้ ก็แนะนำให้มาลองนะคะ แต่คนที่เฉยๆ ก็อาจจะรู้สึกก็ไม่ได้โดดเด่นขนาดนั้นค่ะ ก็แล้วแต่ความชอบของใครของมันเนอะ



จากนั้นเราก็เดินทางไปเที่ยวกันต่อที่เกาะเซ็นโตซ่า โดยมาขึ้นรถไฟฟ้าข้ามเกาะที่ห้าง ViVo City

บนดาดฟ้าของห้างวิวดีเหมือนกัน มีหุ่นคนเล่นบาร์เดี่ยวหมุนไปหมุนมาด้วย ฟ้าเปิดมากๆ ในวันนี้ค่ะ ทำให้ได้ฟ้าแบบเต็มๆ แบบนี้เลย



มองไปเห็นเกาะเซ็นโตซ่า

รู้สึกว่าเกาะนี้ดูเหมือนสวนสนุกมากๆ คือเมื่อ 2 ปีก่อน มันยังไม่ดูเหมือนสวนสนุกขนาดนี้ นี่อาจจะเพราะ Resort World ก็เป็นไปได้ คือถ้าไม่ติดว่า ต้องแบ่งเวลาถ่ายคลิปด้วยคงจะต้องเที่ยวที่นี่ให้หนำใจซักครั้งค่ะ



มือเที่ยงเราก็หม่ำกันชิลๆที่ Food Republic ซึ่งตอนนี้ที่ไทยเราก็มีเหมือนกัน แต่ที่ Singapore จะแต่งดูออกแนวย้อนยุค เป็นจีนเก่าๆ ส่วนตัวคิดว่าที่ Singapore สวยกว่าที่ไทยนะ



นี่คือบัตรข้ามไปเกาะ Sentosa



มาถึงรู้สึกปวดเท้ามาก เพราะวันแรก เราใช้ศักยภาพของเท้ากันอย่างเต็มที่โดยไปวิ่งกันที่สุวรรณภูมิ วันต่อๆมาก็ยืนนานๆ ถ่ายรูปกันอีก วันนี้มาเจอรองเท้านวดเท้า ก็เลยซื้อมาใช้ซะหน่อย



รองเท้านวดเท้าช่วยได้เยอะค่ะ เดินสบายขึ้นเยอะ ไม่ปวดส้นมากนัก ทำให้มีสมาธิถ่ายคลิปขึ้นอีกเป็นกองเลย ^o^



บรรยากาศของเกาะ Sentosa



จากนั้น วันสุดท้ายก็เป็นวันที่เรากลับกันแล้ว หลังจากถ่ายรูปช่วงเช้าเสร็จที่ Marina Bay เราก็เดินเล่นกัน มาเจอเก้าอี้หน้าตาแปลกๆ แบบประมาณว่ามีดีไซน์



ก็นะ... ฝนก็ตกตอนถ่ายรูป พอเลิกถ่ายรูปฝนก็หยุด



เราก็เดินกลับโรงแรม V Lavender เพื่อไป Check out



แวะซื้อเนื้อสวรรค์ที่ร้านนี้ด้วย ประมาณว่าเหมาหมดเลย จริงๆ ก็แอบแนะนำไปแล้วตอนต้นๆ ร้านนี้แหล่ะคะที่พูดถึง เสียดายมาก อยากซื้อกลับมาฝากที่บ้านอีกเยอะ



คือพอมาชิมแล้วรู้สึกว่ามันอร่อยมาก อร่อยจริงๆร้านนี้ ยังไงก็ต้องซื้อกลับไปให้ได้ เลยเหมาเนื้อสวรรค์จดหมดเลย



จากนั้นเราก็เดินทางไปเที่ยวสวนสัตว์สิงคโปร์ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพ

เราต้องไปขึ้นรถบัสที่สถานี

(เนื่องจากเนื้อหานี้ ช่วยๆ กันเขียน จึงมีการกล่าวถึงกันไปมา อาจจะงงเล็กน้อย 555+)
วันนี้พี่เก้าแกแต่งตัวประมาณว่า ใส่เสื้อสีขาว กางเกงสีน้ำเงิน เหมือนเครื่องแบบนักเรียนมากมาย
แถมระหว่างทางเจอกลุ่มนักเรียนเดินกันอยู่ พี่แกก็เดินเข้าไปใกล้ๆ
ดูจากรูปเหมือนทำเนียนไปกับกลุ่มนักเรียน



ระหว่างรอขึ้นรถเจอแขกโอตาคุ สะพายกระเป๋าไม่เข้ากับตัวเลย เอิ๊กๆ อาจจะเป็นกระเป๋าลูกสาวก็ได้นะ แต่ไหนละลูกสาว...



มาถึงแล้ว สวนสัตว์สิงคโปร์



เราก็แวะทานข้าวกันที่ อาเม้ง โกปี้



ก็เหมือนฟาสฟูดนั่นแหละ



ตกแต่งโอเค บรรยากาศดีระดับนึง



อาหารก็เน้นอาหารขึ้นชื่อของ singapore แต่โดยรวมรสชาติเฉยๆนะ ไม่ได้มีเนื้อหามากนัก และไม่ได้จดชื่อกับราคามา เพราะไม่ได้อยู่ใน Plan ก็เลยสั่งๆๆๆ และกินๆ แต่ก็ยังอยากเก็บภาพมาให้ดูกัน อิอิ









ระหว่างทางเดินเข้าสวนสัตว์เราเจอมนุษย์ยีราฟด้วย



เข้ามาแล้วที่สวนสัตว์



เราก็รีบมาดูโชว์กันก่อน



ร้านของที่ระลึก



ดูฮิปโปจิ๋ว รู้สึกสนใจฮิปโปจิ๋วมาก เพราะเรื่องราวที่เค้านำเสนอผ่านการ์ตูน มันช่างน่ารัก ^o^



นี่คือหน้าตาของฮิปโปตัวน้อย



แต่ถึงจะตัวน้อย แต่ก็ตัวใหญ่ในความรู้สึกเรา แต่ก็รู้สึกแปลกตา เพราะมักจะคุ้นเคยกับฮิปโปตัวใหญ่ๆ มากกว่าค่ะ อิอิ



ทำให้ได้รู้ว่า Pygmy แปลว่า ร่างเล็ก ถ้าจะเรียกฮิปโปน้อยพันธู์นี้ เราควรเรียกว่า ฮิปโปแคระจ้า



ฮิปโปแคระเป็นสัตว์กินพืชนะคะ จะอยู่ในน้ำตอนกลางวัน และออกหากินในตอนกลางคืนค่า



เจ้าฮิปโปแคระ สามารถกลั้นหายใจอยู่ใต้น้ำได้นาน 6 นาทีเลยนะ สำหรับคน แค่ไม่ถึงนาที ก็แย่แว้วววววว อันนี้เป็นตัวอย่างการเล่าเรื่องสัตว์ต่างๆ ของเค้าค่ะ ชอบมาก ดูน่ารักดี



ในส่วนต่างๆ ของสวนสัตว์ ก็จะตกแต่ง ประดับ ประดา ได้แปลกตาดีค่ะ



แรด! ทำไมต้องเน้นเสียง.... -___-  รู้สึกสนใจแรด เพราะจากที่เราไปสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ในช่วงก่อนไปสิงคโปร์ ทางสวนสัตว์ เค้าได้นำแรดที่คุ้นชินกับคนแล้ว มาให้เราได้ให้อาหารกัน และสามารสัมผัสตัวได้เลย ซึ่งก่อนหน้านี้ ทำไม่ได้นะคะ เราจะเห็นเค้าอยู่ไกลๆ กับนกกระจอกเทศ จะให้อาหารได้ก็แค่ ยีราฟ มาได้มาที่สิงคโปร์ เราก็รู้สึกสนใจเป็นพิเศษ แอบเปรียบเทียบเล็กๆ ว่า ที่เขาเขียว เราได้สัมผัสแรดด้วยนะ



ม้าลาย ชอบมากตรงที่เห็นลายชัดมากค่ะ



ที่สวนสัตว์จะมีรถวิ่งรอบๆ คอยบริการ เจอเด็กฝรั่งทักทายและยิ้มให้กล้อง



เรามาเจอนากเล็กเล็บสั้น สัตว์ตัวโปรดของพวกเราที่นี่ด้วย >< น่ารักมากๆ



มาดูเสือขาว เก็บภาพมาให้ดูแอ็คชั่นของเสือ มันดูเหมือนแมวมากในบางจังหวะ









เอามาแต่งซะเป็นเรื่อง 555+



มาถึงตรงนี้ ก็เริ่มเมื่อย และเหนื่อย เห็นน้ำปั่นเย็นๆ ก็อยากลองค่ะ



แก้วของเค้าสวยมาก ยิ่งใส่น้ำสีต่างๆเข้าไปด้วยแล้วนะ ชอบมาก



ซดโฮก อร่อยทุกน้ำอ่ะ ><



ก่อนกลับก็ถ่ายรูปเล่นบ้างไรบ้าง อย่างที่บอกว่า วิธีการนำเสนอความรู้ ที่เป็น Fact อาจจะน่าเบื่อสำหรับเด็กๆ แต่พอมาทำเป็นรูปแบบนี้แล้ว ทำให้เรารู้สึกว่า อยากอ่าน อยากรู้เพราะรูปมันน่ารัก ^o^



แต่โดยรวมรู้สึกว่าสวนสัตว์สิงค์โปร์ยังไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่ากับสวนนกจูร่ง และถ้าเทียบกับเขาเขียวบ้านเราแล้ว ยังสู้เขาเขียวบ้านเราไม่ได้ในหลายๆจุดค่ะ มีความรู้สึกว่าสวนสัตว์สิงคโปร์เล็กไปหน่อย กิจกรรมน้อยไปหน่อย สัตว์น้อยไปหน่อย



ขากลับขอแวะมาช็อปที่ Orchard กันอีกรอบ

ยังไม่จบ เจอไอติมตัดก็ต้องแวะเข้าไปซื้อ



คนขายก็ยังคงเป็นลุงไม่เปลี่ยนแปลง



ขอบอกว่า กลับมากทม. พยายามจะทำ คือไปซื้อขนมปังปอนด์ และซื้อไอติมวอลล์มาตักใส่ขนมปัง แต่มันไม่อร่อยเหมือนกันน่ะ ทำไมหนอ??



ขากลับที่สนามบินชางฮี เราก็กินของทอดขึ้นชื่อ Old Chang Kee กันด้วยค่ะ อร่อยมากจริงๆ ติดใจ อยากไปอีก แงๆ T_T



จบแล้ว สำหรับ Trip Singapore กับ Photo Corner ของเรา ถ่ายคลิปไป เที่ยวไป ก็สนุกไปอีกแบบค่ะ

เมื่อก่อนก็ไม่คิดว่า จะมาเที่ยวอะไรแบบนี้นะ แต่เพราะมาทำ Photo Corner นี่แหล่ะ ทำให้เราได้ออกเดินทาง และติดใจการเที่ยวชะมัดเลยค่ะ



ขอบคุณกำลังใจจากสมาชิก ทุกคนที่ติดตามผลงาน iLove มาตลอด และเป็นแรงผลักดันให้เราทำ Photo Corner และได้ท่องเที่ยวไปในที่ๆ เราไม่เคยไป



ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา และที่สำคัญ คือ ทำให้พวกเรารู้ตัวเองว่า พวกเรามีศักยภาพทำอะไรกันได้บ้าง ทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่ามากขึ้นค่ะ



ทริปหน้า มีอีกแน่นอน แต่จะเป็นประเทศอะไร อุ๊บไว้ก่อน ติดตามกันตอนต่อไปนะจ๊ะ รักนะ จุ๊บุ







Comment

taweejoe

สมาชิก
Post: 2

#2
  • แก้ไขล่าสุด : 17-04-13 23:57
  • โพสท์เมื่อ : 18-04-13 00:41
ผมจะไปตามรอย คุณเก้าและคุณเบน เดือนหน้าครับ ว่าแต่ขอถามนิดนึงนะครับ ว่าที่ V Hotel มีปลั๊กไฟ ให้ด้วยรึป่าวอะครับ หรือว่าเราต้องเอาตัวอะแดปเตอร์ ไปเองครับ



โพสท์เมื่อ : 19-04-13 18:13
Benchita
WebMaster
Post: 4437

 

มีปลั๊กไฟให้ค่ะ แต่เราต้องเอาหัวแปลงปลั๊กไปเองนะ



taweejoe

สมาชิก
Post: 2

#3
  • โพสท์เมื่อ : 19-04-13 19:16
คุณเบนเข้ามาตอบให้เองเลย ขอบคุณมากครับ ไม่รู้ว่าวันที่ผมไป จะดวงดีได้ภาพสวยๆกลับมาเหมือน คุณเก้า&คุณเบน รึป่าว


โพสท์เมื่อ : 20-04-13 21:42
Benchita
WebMaster
Post: 4437

 

ยินดีมากๆค่ะ ยังไงก็ขอเอาใจช่วยอีกแรงให้ได้ภาพสวยๆกลับมานะคะ  



boripan.c

สมาชิก
Post: 2

#4
  • โพสท์เมื่อ : 28-04-13 12:18
สงสัยว่าสถานที่พวกนี้ตั้งขาตั้งกล้อง ได้หรือปล่าวครับ
- Merlion Park
- Esplanade ( Library@Esplanade )
- Garden by the bay (ด้านล่างและทางเชื่อม)
- Fountain of Wealth
กำลังจะไปอะครับจะได้วางแผนเรื่องเวลาได้



โพสท์เมื่อ : 29-04-13 09:17
Benchita
WebMaster
Post: 4437

 

- Merlion Park ได้
- Esplanade ( Library@Esplanade ) ยังไม่เคยไปเลยไม่รู้ แต่แนะนำให้ลองตั้งไปก่อน ถ้าไม่ได้ เจ้าหน้าที่เค้าจะเดินมาบอกเองค่ะ
- Garden by the bay (ด้านล่างและทางเชื่อม) คิดว่าตั้งได้เพราะเห็นคนไปถ่ายมาโดยใช้ speed shutter ช้าๆ
- Fountain of Wealth ตั้งได้ค่ะ


โพสท์เมื่อ : 01-05-13 11:46
boripan.c
สมาชิก
Post: 2

 

ขอบคุณมากครับ


โพสท์เมื่อ : 02-05-13 16:46
Benchita
WebMaster
Post: 4437

 

จ้าาาา



Golf9000

สมาชิก
Post: 1

#5
  • โพสท์เมื่อ : 16-05-13 20:43
ขอบคุณครับ   



tonytoy

สมาชิก
Post: 1

#6
  • โพสท์เมื่อ : 09-07-13 21:23
สนุกมากครับ  ลุงตามมาสองทริปแล้ว ทริปหน้าไปไหนอีกดี!!!!!!


โพสท์เมื่อ : 11-07-13 09:13
Benchita
WebMaster
Post: 4437

 

ทริปหน้าจะเป็นฮ่องกงค่ะ ขอบคุณที่ติดตามพวกเราด้วยนะค๊าาา




vazabiman

สมาชิก
Post: 1

#7
  • โพสท์เมื่อ : 16-08-13 14:21
ชอบ ครูเบนกะพี่เก้ามาเลยครับ ^ ^ ครูเบนน่าจะจัดทริปให้คนตามไปด้วยนะครับ อยากไป ฮาๆ



 



แสดงความเห็น
แสดงความเห็น
(กรุณา Login ก่อน)
  

ลืมรหัสผ่าน คลิกที่นี่

ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สมัครสมาชิก ที่นี่